สุขภาพลูกน้อย เริ่มต้นจากแม่ดูแลตัวเอง

สุขภาพลูกน้อย เริ่มต้นจากแม่ดูแลตัวเอง

เพราะสุขภาพของแม่เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอนาคตลูก บริษัท ดูเม็กซ์ จำกัด โดย สถาบันนิวทริเซีย สถาบันวิจัยระดับโลกที่เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการในระยะแรกเริ่มของชีวิต คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเป็นครั้งแรกสำหรับแม่ระยะให้นมบุตรโดยเฉพาะ พร้อมเปิดตัวโครงการ “มาม่า พรีไบโอโพรเทก พื้นฐานที่ดีเริ่มต้นจากแม่” ส่งเสริมแม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นมบุตรดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูก เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริเวณเซ็นทรัล คอร์ท ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในงานจัดมุมสำหรับให้นมบุตร มุมให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ และมุมให้ข้อมูลเรื่องสารอาหารของคุณแม่เพื่อให้ลูกรักเติบโตอย่างสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ยังมีมุมอาหาร โดยคุณแม่คนสวยที่ชอบทำอาหาร แบม-จณิสตา จรูญสมิทธิ์ มาแนะนำเมนูพานาคอตต้าที่มีส่วนผสมขององุ่น สตรอเบอร์รี่ และนมจากมาม่า พรีไบโอเทก เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ และเมนูแอปเปิ้ล จินเจอร์ มัฟฟิน โลว์แฟ็ต มีส่วนผสมของแอปเปิลและขิง ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้โลหิตหมุนเวียนดี และช่วยขับนํ้านม นอกจากนี้ยังแนะนำการแต่งกายสำหรับคุณแม่ยุคใหม่จาก เปิ้ล-จริยดี สเปนเซอร์ เซเลบริตี้คนดังและพิธีกรมากความสามารถที่กำลังตั้งท้องได้ 6 เดือน เผยว่า เริ่มตั้งครรภ์ก็มีความกังวลรูปร่างจะเปลี่ยนไป จะแต่งตัวอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้คุณแม่หลายคนกลัวไม่สวยและขาดความมั่นใจ ตัวเองตอนนี้นํ้าหนักขึ้นมา 10 กิโลกรัม โดยเฉพาะช่วงแขนและขาซึ่งคุณหมอบอกว่ารูปร่างใหญ่ขึ้นเพื่อที่รับนํ้าหนักลูก ตัวเองก็อยากปกปิดส่วนนั้นแต่หาเสื้อผ้าใส่ค่อนข้างยากจึงตัดสินใจตัดเอง ส่วนตัวชอบสไตล์เรียบโก้ ช่วงล่างใหญ่ก็ปิดเอาไว้และเน้นเนื้อผ้าสวมใส่สบาย ๆ คิดว่าเป็นคุณแม่ก็สวยได้ การได้เป็นคุณแม่มีความกังวลอยู่แล้ว ถ้ากังวลจะทำให้จิตใจหดหู่ ฉะนั้นคุณแม่ต้องเสริมสร้างความมั่นใจเมื่ออารมณ์ดีผลที่ได้ก็ส่งต่อไปยังลูกน้อยด้วย ด้าน รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล นักวิชาการประจำกลุ่มวิชาโภชนาการ ม.มหิดล ให้ความรู้ว่าเมื่อเริ่มตั้งครรภ์คุณแม่ต้องเตรียมตัวมากเพราะสุขภาพของแม่สำคัญที่สุด และต้องการสารอาหารที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อใช้ผลิตนํ้านม ทำได้ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มผัก และผลไม้ที่จะช่วยในเรื่องวิตามินซี รวมถึงโปรตีนคุณภาพดีจากปลาทะเล ปัจจุบันคุณแม่ไทยให้นมลูกยังขาดสารอาหารมากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์เพราะคิดว่าบำรุงพอแล้ว แต่ความจริงคุณแม่ต้องการสารอาหารที่ดี และดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารผ่านทางนํ้านม  ข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th/Content/women/255800/ Read More »

สารอาหารที่สำคัญสำหรับคุณแม่ยามตั้งครรภ์

เพราะสารอาหารนั้นมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับลูกน้อยและคุณแม่ยามตั้งครรภ์

  เพราะสารอาหารนั้นมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับลูกน้อยและคุณแม่ยามตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่นั้นจำเป็นต้องรู้และต้องทราบว่า มีสารอาหารประเภทใดบ้างที่คุณแม่ยามตั้งครรภ์จำเป็นที่จะต้องได้รับเพื่อเสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย ว่าแต่สารอาหารหลักๆนั้นจะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า 1.  กรดโอเมก้า 3 กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยกรดไขมันชนิดนี้จะพบได้มากกับปลาทะเลน้ำลึก อาทิเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน เป็นต้น รวมไปถึงสัตว์ทะเลประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น ปลาดุก และกุ้งน้ำจืดบางชนิดก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่นกัน นอกเหนือจากนี้ในธัญพืชก็มีเช่นกัน ว่าแต่กรดโอเมก้า 3 มีความจำเป็นต่อร่างกายของคุณแม่อย่างไรบ้าง? กรดโอเมก้า 3 นั้นช่วยในเรื่องของการพัฒนาระบบประสาทและสมองของลูกน้อยในครรภ์ แน่นอนว่ามีผลกับลูกน้อยในอนาคต เพราะว่ามันเป็นสารอาหารที่จำเป็นในเรื่องของการพัฒนาความจำและการเรียนรู้ อีกทั้งในตัวคุณแม่เองหากได้รับสารโอเมก้า 3 อย่างสม่ำเสมอในตอนที่ตนเองตั้งครรภ์ ช่วยให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นอีกด้วย 2. กรดโฟลิค กรดโฟลิคถือว่าเป็นอีกกรดหนึ่งที่มีความจำเป็นเอาเสียมากๆสำหรับคุณแม่ยามตั้งครรภ์ เพราะกรดโฟลิคนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หากจะยกตัวอย่างอาการที่ผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นกับลูกน้อยในครรภ์ได้ คือ ความผิดปกติของกระดูกสันหลังของลูกน้อยหรือที่เรียกว่า Spina Bifida ดังนั้นคุณแม่ควรหาอาหารที่มีกรดโฟลิคสูงมากินเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น ผักใบเขียวอย่างบล็อคโคลี่ ถั่วฝักยาว กระหล่ำปลี ส้ม และถั่วประเภทต่างๆ ซึ่งควรจะกินให้มากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ประมาณ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครภ์ 3. ธาตุเหล็กกับวิตามินซี ธาตุเหล็กนั้นถือว่าเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างมาก ตลอดของการตั้งครรภ์เลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะธาตุเหล็กนั้นมีความสำคัญมากต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกายของคุณแม่ รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์อีกด้วย อันตรายหรือไม่หาก คุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ตอบเลยคือ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็ก จะมีความเสี่ยงในเรื่องของโรคโลหิตจาง และสาเหตุของโรคโลหิตจางนี้นั้น จะเป็นเหตุทำให้คุณแม่ไม่สบาย รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่าย ดังนั้นหากคุณแม่ไม่สามารถที่จะหาอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมาเสริม ทางด้านของคุณหมอก็จะให้ยาเม็ดที่เสริมธาตุเหล็ก แต่ถ้าคุณแม่กินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงก็ไม่จำเป็นที่ต้องกินยาเม็ดนี้ โดยอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงนั้นก็ได้แก่ เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ รวมไปถึงซีเรียล ธัญพืชต่างๆ และที่เรานำเรื่องของธาตุเหล็กมาผสมในส่วนของวิตามินซี เพราะว่าวิตามินซี นั้นช่วยให้ร่างกายสามารถที่จะดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น พบได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อาทิเช่น ส้ม เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามการหาธาตุเหล็กมาเสริม เพื่อช่วยป้องกันภาวะโรคโลหิตจางนั้น ไม่ควรที่จะกินตับมากเกินไป เพราะถึงแม้ว่ามันจะมีธาตุเหล็กสูงก็จริง แต่ในตับก็มีวิตามินเอ มากเหมือนกัน อีกทั้งหากตัวคุณแม่เองได้รับวิตามินเอที่มากเกินไป มันจะส่งผลเสีย ต่อลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย 4. วิตามินเสริมอื่นๆ วิตามินเสริมที่ว่านี้นั้น หมายถึงวิตามินเม็ด ถามว่ามีความจำเป็นมากไหม ต้องบอกว่าในช่วงระยะเวลาที่ตั้งครรภ์อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องกินวิตามินเสริม ... Read More »

เมื่อลูกน้อยท้องผูก…คุณแม่ควรทำอย่างไรดี

เมื่อลูกน้อยท้องผูก...คุณแม่ควรทำอย่างไรดี

อูย…. ลูกน้อยของเราท้องผูก ฮึบๆ สู้ๆนะลูกจ๋า แหม เมื่อมาถึงตรงนี้น่าจะพอทราบกันดีว่าเราจะมาพูดถึงเรื่องอะไรกันหนอ แน่นอนว่าปัญหาท้องผูกของลูกน้อยนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการถามไถ่กันเข้ามาที่เว็บบอร์ดพอสมควรเลยทีเดียว เพราะคุณแม่ต่างก็หนักใจมาก อย่างว่าเห็นลูกน้อยเจ็บ คุณแม่เองก็รู้สึกเจ็บแทน บางทีอาจจะอยากจะเจ็บแทนด้วยซ้ำไป อีกทั้งการที่ลูกน้อยของคุณแม่ท้องผูกบ่อยๆนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีอีกด้วย เพราะการท้องผูกอาจจะให้รูทวารเป็นแผล และอาจจะเป็นริดสีดวงได้นั่นเอง ดังนั้นวันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะมาขอนำเสนอวิธีการช่วยให้ลูกน้อยท้องผูกน้อยลงมาฝากคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายกัน โดยวิธีที่จะทำให้ลูกน้อยท้องผูกน้อยลงนั้น เรามีมาฝากด้วยกัน 3 วิธี ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่า  วิธีที่ 1 ดื่มน้ำไว้สิ รับรองไม่ผูก การดื่มน้ำนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับระบบขับถ่ายโดยตรง หากจะให้ยกตัวอย่างแล้วละก็ ตัวนักเขียนเองมีเพื่อนที่เป็นคุณแม่มือใหม่ค่อนข้างเยอะพอสมควร มีลูกชายของเพื่อนคนหนึ่ง เด็กคนนี้เป็นคนที่ชอบกินน้ำเอาเสียมากๆ ต้องบอกว่าพอกินนมหมดขวดก็จะต้องต่อด้วยน้ำทันทีเลย อีกทั้งถ้าไม่มีน้ำแล้วละก็เขาก็ร้องจะกินน้ำก็ว่าได้ ผลที่ออกมาคือ ลูกชายของเพื่อนดิฉันคนนี้มีระบบขับถ่ายที่ดี ลูกน้อยสามารถถ่ายได้วันหนึ่ง 2-3 ครั้งเลยทีเดียว  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าน้ำนั้นจะช่วยให้อุจจาระนิ่มและมีความชุ่มชื้นไม่แข็งเป็นก้อน และไม่ทำให้เกิดท้องผูกนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่ก็ควรจะฝึกหัดลูกน้อยของตัวคุณเองให้กินน้ำเปล่าเยอะๆ เพราะมันช่วยในเรื่องของการขับถ่ายให้ห่างไกลจากท้องผูกได้จริงๆ แต่อาจจะต้องขยันเปลี่ยนผ้าอ้อมก็เท่านั้นเอง วิธีที่ 2 อาหารเสริมก็มีส่วนในเรื่องของการขับถ่ายนะ อาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องขับถ่ายนั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะต้องคัดสรรให้ลูกน้อยสักนิด วันนี้เรามีอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายมาฝากกัน เพื่อเอาไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกให้คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปให้ลูกน้อยกินดู เพราะมันช่วยในเรื่องขับถ่ายได้จริงๆ มีอะไรนั้นมาดูกันเลย 1. กล้วยน้ำว้า: เพราะกล้วยน้ำว้าไม่ได้มีแค่รสชาติหวาน ที่อร่อยถูกปากลูกน้อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กล้วยน้ำว้าถือว่าเป็นอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดีเลยทีเดียว เพราะว่ากล้วยน้ำว้านั้นเป็นผลไม้ มีกากใยสูง อีกทั้งยังกินง่าย นำมาบดให้ลูกน้อยกินเป็นอาหารหลักหรืออาหารว่างระหว่างมื้อก็ได้ รับรองว่าท้องไม่ผูกแน่นอน 2. ผัก: แหม เมื่อพูดถึงผักแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องทำการกุมขมับสักนิด เพราะว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่จะบังคับให้ลูกน้อยแสนซนยอมกินผัก แต่มันก็ไม่ยากเกินไป หากคุณพ่อคุณแม่จะมีเทคนิคสักนิดในการหลอกล่อให้พวกเขายอมกินผัก อาทิเช่น อาจจะมีข้อแลกเปลี่ยนหรือรางวัล หรืออาจจะบดลงไปในอาหารเสริมที่ลูกน้อยกิน ผักที่อยากจะแนะนำ ก็คือ บร็อคโคลี่ ผักขม แครอท หรือผักตำลึง ก็ได้ ผักเหล่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายเพราะมีกากใยสูงแล้ว ยังมีประโยชน์ ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วยนะเออ 3. น้ำผลไม้: พูดถึงเรื่องอาหารเสริมที่แลดูหนักๆไปแล้ว มาปิดท้ายในเรื่องของเครื่องดื่มกันบ้างจะดีกว่า จะข้อแรกที่เราแนะนำว่า กินน้ำเปล่าเยอะๆช่วยในเรื่องขับถ่ายได้ จะบอกว่าน้ำส้มคั้น ก็ช่วยได้เช่นนั้น เพราะส้มนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงมาก ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้แน่นอน เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมีการกะปริมาณในการให้ลูกน้อยกินอย่างเหมาะสมด้วย ไม่เช่นนั้นลูกน้อยอาจจะท้องเสียแทนนะ วิธีการที่ 3 กิจกรรมหรือ Activity นั้นมีความสำคัญในเรื่องของการขับถ่ายด้วยนะ เราไปโฟกัสในเรื่องของอาหารการกินกันมาพอสมควรแล้ว ... Read More »

แพทย์เตือนเด็กโตก่อนวัย เสี่ยงตัวเตี้ย

แพทย์เตือนเด็กโตก่อนวัย เสี่ยงตัวเตี้ย

แพทย์เตือนเด็กมีภาวะ “หนุ่มสาวก่อนวัย” ส่งผลตัวเตี้ย เหตุกระดูกปิดเร็ว มีปัญหาด้านจิตใจ แนะผู้ปกครองสังเกต 5 อาการเสี่ยง เต้านมโตก่อน 8 ขวบ-มีประจำเดือนเร็ว รีบพบแพทย์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.57 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 7 “ภาคีสุขภาพดี เวทีสู่อาเซียน” โดย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในหัวข้อ เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยดีหรือไม่ ทำไมต้องรักษา ว่า ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งด้านพันธุกรรม ด้านภาวะแวดล้อม หรือการรับโภชนาการที่มีฮอร์โมนปนเปื้อน ซึ่งจากงานวิจัยสรุปได้ว่าภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยในเด็กหญิงส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุ และพบได้บ่อยกว่าเด็กชาย ดังนั้นหากเกิดในเด็กชายต้องมีการตรวจเอกซเรย์เพื่อหาโรคอย่างละเอียดทุกราย และเด็กหญิงที่อ้วน จะมีแนวโน้มเป็นสาวเร็ว และมีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ อาการเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย มีลักษณะคือ 1.ในเด็กหญิงอาการเริ่มต้น จะมีเต้านมโตก่อนอายุ 8 ปี แต่หากเป็นเด็กหญิงในช่วงวัย 1-2 ขวบปีแรกมีเต้านมนั้น ไม่จำเป็นต้องรักษา จะหายไปเอง เพราะไม่ใช่โรค แต่เกิดจากการปรับเลี่ยนฮอร์โมน 2.เด็กมีประจำเดือนก่อนวัย 10 ปี 3.เด็กชายจะมีอัณฑะโตก่อน 9 ปี 4.เด็กชายมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ เสียงแตก 5.เด็กจะสูงเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้ผลกระทบที่สำคัญต่อเด็กที่มีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยคือ กระดูกแก่กว่าอายุจริง หยุดความสูงเร็วกว่าเด็กทั่วไป หรือเรียกว่ากระดูกปิดเร็ว ทำให้เตี้ยเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และยังเกิดปัญหาด้านจิตใจมีความผิดปกติด้านอารมณ์ ร่างกายเป็นสาวแต่ใจเป็นเด็ก อาจนำไปสู่การถูกล่อลวงได้ง่าย ดังนั้นหากพบว่าบุตรหลานมีลักษณะเข้าข่ายมีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อเพื่อวินิจฉัย และให้การรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที ทำให้เด็กกลับสู่สภาพเหมือนเด็กทั่วไป  ข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th/Content/politics/251086     Read More »

ดนตรีกับเด็ก

ดนตรี เป็นสื่อในการสรรค์สร้างจินตนาการที่กว้างไกล ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดช่างฝัน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้

ดนตรี เป็นสื่อในการสรรค์สร้างจินตนาการที่กว้างไกล ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดช่างฝัน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้  ในปัจจุบันดนตรีมีมากมายหลายชนิดทั้งดนตรีสมัยนิยม ดนตรีคลาสสิค ดนตรีแจ๊ส ซึ่งการเลือกฟังดนตรีแบบใดก็ขึ้นอยู่กับความชอบ หรือรสนิยมของแต่ละบุคคล แต่การส่งเสริมให้เด็กได้ฟังดนตรีผู้ใหญ่มีหน้าที่จัดหาดนตรีที่ดีและมีคุณภาพให้เด็กได้ฟัง จนเด็กมีประสบการณ์ในการฟังดนตรีเพียงพอ เขาก็จะสามารถเลือกดนตรีที่เขาชอบฟังได้เอง เพลงที่เหมาะสำหรับเด็กต้องเป็นเพลงที่ดี คือ มีองค์ประกอบของเพลงที่ดี เช่น มีเสียงดี จังหวะสนุกสนาน ทำนองสั้นๆไม่ซับซ้อน เนื้อร้องที่มีเรื่องราวดีๆ เด็กเป็นวัยที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีขอบเขต เด็กสามารถฟังเพลงได้ทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงบรรเลง เพราะว่าเพลงที่มีเนื้อร้องนั้น จะมีภาษามีความหมายของภาษาเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นตัวกำหนดทิศทางของความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ซึ่งทำให้เด็กไม่เป็นอิสระและโลกทัศน์ของความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก แคบลง เพลงที่มีเนื้อร้องที่เป็นกฎเกณฑ์ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็ก ตัวอย่างเพลงเด็กที่กำหนดคำสอนโดยผู้ใหญ่ เช่น “เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน…”  เพลงเด็กต้องมีคุณสมบัติของความไพเราะและร่าเริงแจ่มใส ใช้บันไดเสียงที่ร่าเริง จังหวะที่เร้าใจ ลีลา และทำนองเพลงที่สนุก มีคุณภาพเสียงของเครื่องดนตรีที่ดี มีการประสานเสียงที่ละเอียด  นำเอาธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมาใช้ให้มากที่สุด เช่น เสียงของสัตว์ที่เด็กคุ้นเคย  เป็นดนตรีที่มีความบริสุทธิ์และจริงใจ เด็กนั้นไม่มีมารยาคือเด็กไม่ดัดจริต เพลงที่ให้เด็กฟังควรเป็นเพลงที่จริงใจกับเด็ก เพื่อเพลงจะได้เข้าไปรักษาความถูกต้อง รักษาความจริง รักษาความซื่อสัตย์ และเสริมสร้างสิ่งที่เด็กมีดีอยู่แล้วให้มั่นคงและมั่นใจขึ้น เพลงที่ดีสำหรับเด็กนั้นต้องเป็นเพลงที่มีทำนองหลักโดดเด่น ซึ่งเพลงจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กค้นหาจุดเด่นของตนเองออกมา และเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง เป็นดนตรีที่มีเสียงประสานที่ดี มีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความคล้องจอง เกิดความไพเราะ   ดนตรีที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยแต่งแต้มความงดงามในชีวิตของเด็ก เป็นพื้นฐานทางจิตใจให้เด็กได้ยึดเหนี่ยว เป็นสื่อในการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ช่วยส่งเสริมการปรับตัวในสังคมของเด็ก อีกทั้งยังเป็นเพื่อนคลายเหงา ปลุกปลอบยามท้อใจหรือเมื่อต้องการความสนุกสนานเพลิดเพลิน ดนตรีก็สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้ทั้งเด็กปกติและเด็กที่เจ็บป่วย ถ้าผู้ใหญ่เห็นถึงความสำคัญของดนตรีที่มีต่อเด็กและส่งเสริมให้เด็กฟังดนตรีก็จะเป็นการดีไม่น้อย สุดท้ายแล้วเพลงที่ดีสำหรับเด็กต้องเป็นเพลงสำหรับเด็ก และเพื่อเด็กเท่านั้น Read More »

โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus: SLE ) กับหญิงตั้งครรภ์

ปัญหาที่สำคัญของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น SLE นั่นคือ ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานซึ่งส่งผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด ซึ่งส่งผลให้มีการเกิดปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดสูงขึ้น และส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์

คุณผู้หญิงที่อยากมีลูก แต่มีโรคประจำตัวอย่าง SLE นั้น สามารถมีลูกได้ค่ะ เพียงแต่ต้องรู้วิธีรับมือ รู้จักดูแลตัวเอง และรักษาควบคุมโรคตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิดค่ะ SLE นั้นเป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติคือ โดยปกติแล้วภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ให้ทำร้ายร่างกาย แต่ถ้าเป็น SLE ภูมิคุ้มกันจะจำเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเองไม่ได้ ทำให้สร้างภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองขึ้นมา แล้วไปทำลายเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัดค่ะ แต่อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ (ยังไม่มีข้อมูลระบุชัดเจน) หรืออาจเกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น ความเครียด ยาบางชนิด การติดเชื้อบางอย่าง และแสงแดด ที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคได้ คนที่เป็นโรคนี้มักมีอาการปวดข้อต่าง ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อนิ้ว ซึ่งจะมีอาการบวมแดง หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณที่ผิวโดนแดด เช่น ผิวหน้าจะมีผื่นขึ้น คล้ายปีกผีเสื้อ นอกจากนี้ ยังส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ไตอักเสบ ไตเสื่อม เยื่อหุ้มปอดอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจมีปัญหาอีกด้วยโรค SLE การวินิจฉัยจะเป็นไปได้ค่อนข้างยากค่ะ เนื่องจากลักษณะอาการบางอย่างคล้ายกับโรคภูมิแพ้ทั่วไป เช่น มีผื่นขึ้น ทางการแพทย์ จึงระบุชัดว่าโรค SLE ต้องมีอาการบ่งชี้ 4 ใน12 อาการ ต่อไปนี้ค่ะ -          มีผื่นแดงขึ้นที่หน้า มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ หรือเรียกว่า Buttefly rash -          มีผื่นขึ้นเป็นวง ๆ พบที่ศีรษะ แขน หน้าอก หลัง -          ผิวมีความไวต่อแสงแดด -          มีแผลที่ปากหรือโพรงจมูก -          ข้ออักเสบ บวมแดง -          มีไข้ -          เยื่อบุหัวใจ และปอดมีการอักเสบ -          มีความผิดปกติของระบบกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากไตอักเสบ -          มีอาการชัก หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น อัมพาต -          มีภาวะโลหิตจาง ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ ... Read More »

ทำไมลูกน้อยถึงน้ำหนักขึ้นช้า ตัวเล็กไม่โต

ปัจจัยหรือสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยของคุณแม่นั้นเจริญเติบโตช้าตัวเล็กนั้นมีหลากหลายสาเหตุมาก

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตของคุณแม่ตอนนี้เลยก็ว่าได้ เพราะจากที่ไปดูตามเว็บบอร์ดแล้ว คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีกังวลในเรื่องของพัฒนาการทางร่างกายที่ว่า ลูกน้อยของเราก็โตมาได้สักพักแล้ว แต่ทำไมหนอทำไมตัวยังเล็กอยู่เลย เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่าหนอ หรือทำไมลูกน้อยของเราไม่เห็นอ้วน เท่าลูกน้อยของเพื่อนๆบ้างนะ ซึ่งต้องบอกว่าปัจจัยหรือสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยของคุณแม่นั้นเจริญเติบโตช้าตัวเล็กนั้นมีหลากหลายสาเหตุมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ได้พยายามหาข้อมูลมาตอบคำถามในส่วนนี้ให้กับคุณแม่ด้วย ว่าแต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น เรามาดูกันเลย ลูกน้อยของฉันเติบโตช้า ตัวไม่โตเพราะอะไรหนอ? โดยในวันนี้เราได้รวบรวมแล้ว มีทั้งหมดประมาณ 5สาเหตุหลักๆด้วยกันที่ว่าทำไมหนอลูกน้อยของเราถึงโตช้า และตัวเล็กอีกด้วย 1. เรื่องแรกเลย อันนี้เบสิคมากคือ ลูกน้อยของเราไม่โต ตัวเล็กเพราะว่าได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอนั่นเอง โดยในลักษณะนี้อาจจะเกิดขึ้นได้สองแบบคือ จากที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูยังไม่ถูกต้องหรืออาจจะเป็นที่ตัวลูกน้อยเองก็เป็นได้ อันนี้ต้องลองปรึกษาแพทย์ดูนะ 2. ลูกน้อยไม่ยอมกินอาหาร ไม่ว่าจะหลอกล่ออย่างไรก็ไม่ยอมกินหรืออาจจะกินได้น้อย ทั้งนี้ที่เด็กไม่ยอมกินแบบนี้ก็เพราะว่า ลูกน้อยของเรานั้นสามารถที่จะเข้าถึงขนมและของหวานได้ง่าย เมื่อเข้าถึงได้ง่าย เข้าถึงได้ง่ายในทีนี้คือ คุณพ่อคุณแม่อย่าตามใจให้เขากินขนมมาก เพราะในความคิดของเด็กๆแล้ว ขนมจะอร่อยกว่าข้าวอยู่แล้ว ทีนี้เขาก็จะกินแต่ขนมไม่ยอมกินข้าว กว่าจะกินเราอาจจะต้องป้อนอีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ดีแน่นอนเพราะว่าต่อไปในอนาคต ถ้าคุณป้อนข้าวลูกจนเขาติดนิสัยเขาก็จะไม่ยอมกินไป กินไปเล่นไป สร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับลูกน้อยอีกด้วย ดังนั้นสรุปง่ายๆคือ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะให้ลูกน้อยกินขนมหรือของหวานบ่อยๆเพราะมันจะทำให้ลูกน้อยไม่ยอมกินข้าวอีกทั้งพยายามหัดให้ลูกน้อยเริ่มกินข้าวเองด้วย เมื่อลูกน้อยสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ 3. ตอนแรกเราพูดถึงปัจจัยภายนอกไปค่อนข้างเยอะพอสมควร ทีนี้มาดูปัจจัยภายในกันบ้าง จะบอกว่ามีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ไม่ว่าจะพยายามกินมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่ยอมโตสักทีตัวเล็ก ทั้งนี้อาจจะเกิดจากลักษณะทางพันธุกรรม หรือที่เรียกกันง่ายๆว่ากรรมพันธุ์นั่นเอง อาทิเช่น คุณพ่อคุณแม่ตัวเล็กอยู่แล้ว ถ้าเป็นสาเหตุนี้ลูกน้อยตัวเล็กก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ 4. ต่อมายังคงอยู่ในเรื่องของสาเหตุและปัจจัยที่มาจากตัวลูกน้อยคือ ลูกน้อยมีโรคประจำตัว ทำให้พวกเขาตัวเล็ก อาทิเช่น ลูกน้อยคลอดออกมาก่อนกำหนดซึ่งอันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกน้อยที่คลอดก่อนกำหนดจะตัวเล็ก ต่อมาทีนี้ก็ต้องมาลุ้นดูว่า เมื่อเขาโตขึ้น เขาก็ยังไม่ตัวโตเท่าเพื่อนๆ อันนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารที่ต้องมารักษาที่โรงพยาบาลบ่อยๆ อันนี้ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน 5. และสาเหตุสุดท้ายที่เราจะกล่าวคือ ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่พวกเขาสามารถกินข้าวหรือกินนมได้ไม่เยอะ เลยทำให้พวกเขาไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร สาเหตุที่ลูกน้อยเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกเขาเหนื่อยเวลาที่จะต้องดูดนมแม่ ไม่มีแรง ดูดได้แต่ละทีก็ไม่มาก และยังไม่แรงดูดนม ดูดได้น้อยครั้งอีกด้วย อีกทั้งเวลาที่ดูดลูกน้อยกลุ่มนี้ก็จะมีเหงื่อออกเยอะมาก ที่เหงื่อออกแบบนั้นเพราะว่าพวกเขาเหนื่อยนั่นเอง และแน่นอนว่าปัญหานี้เกิดขึ้นตามมาในตอนโตอีกด้วย พวกเขาก็จะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรงนั่นเอง ทั้งนี้สาเหตุหลักๆเลยคือ ลูกน้อยกลุ่มนี้พวกเขาจะมีปัญหาในด้านของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจ โดยโรคที่พบมากๆเลยคือหัวใจพิการ มีรูรั่วหรือไม่ก็มีหลอดเลือดออกมาเกินนอกหัวใจนั่นเอง ซึ่งอันนี้ไม่สามารถที่จะรักษาได้ แต่ก็ต้องคอยดูแลและประคับประคองไปเรื่อยๆ วิธีสังเกตนั้น ไม่ได้ยากมาก ตัวของคุณพ่อคุณแม่เองลองใช้มือคลำหรือดูเวลาลูกน้อยหายใจที่อกซ้าย จะพบว่าหัวใจของลูกน้อยกลุ่มนี้จะเต้นแรง อีกทั้งเมื่อเอาหูแนบอกข้างซ้ายก็จะได้ยินเสียงฟู่เหมือนอะไรรั่วแบบนั้นเลย ซึ่งไม่แปลกที่เด็กกลุ่มนี้จะต้องใช้พลังงานในการหายใจมากกว่าเด็กปกติทั่วไป ทำให้พลังงานในการทำกิจกรรมอื่นลดน้อยลง แม้กระทั้งการดูดนมหรือกินข้าว และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาไม่โต หรือโตช้านั่นเอง ... Read More »

อีสุกอีใสระบาดหนักกว่าปีที่แล้ว 3 เท่า เตือนเลี่ยงกินยาแอสไพริน

อีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัส และเป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มีโอกาสเป็นกันทุกคน ติดต่อกันโดยการสัมผัส หรือเชื้อจากแผลของผู้ป่วยปลิวกระจายไปในอากาศ

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปี 2557 พบผู้ป่วยโรคสุกใสเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปี โดยในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่ ม.ค. – มิ.ย. พบผู้ป่วย 63,510 ราย เฉลี่ยวันละ 350 ราย เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ปี 2556 มีผู้ป่วยทั้งปี 49,398 ราย เฉลี่ยวันละ 135 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต เรียกว่าป่วยสูงกว่าปีที่แล้วเกือบ 3 เท่า จึงสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันการเจ็บป่วย และให้ทุกโรงพยาบาลเพิ่มมาตรการการดูแลผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเสียชีวิตให้มากที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำกว่า หากติดเชื้อและป่วยจะมีอาการรุนแรง นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส เกิดจากเชื้อไวรัส “วาริเซลลา (Varicella)” ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายทางการไอ จาม หายใจรดกัน หรือการสัมผัส รวมทั้งการใช้ของร่วมกัน อาการป่วยหลังรับเชื้อ 2 – 3 สัปดาห์ หากเป็นเด็กเล็กจะมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ส่วนผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัด มีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้หรือขึ้นหลังมีไข้ 1 วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย โดยระยะแรกจะมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มใส และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขุ่นคล้ายหนอง แล้วกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง และช่องปาก จากนั้น 2 – 3 วัน ผื่นจะตกสะเก็ด สำหรับการรักษานั้นในรายที่เป็นไม่มาก อาจดูแลตัวเองที่บ้านตามอาการ เช่น มีไข้ ให้ทานยาพาราเซตามอล หากมีอาการคันให้ใช้ยาทา เพื่อลดอาการคัน ในรายที่มีไข้สูง ... Read More »

แอบดูพัฒนาการลูกน้อย เตรียมความพร้อมก่อนคลอด

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบ 5 หมู่

เพราะวินาทีแรกของการลืมตาดูโลกของลูกน้อยนั้น มีความหมายสำหรับคนเป็นแม่ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุด นับจากสัปดาห์แรกที่เริ่มตั้งครรภ์ต้องใช้เวลากว่า 9 เดือน แห่งการรอคอยที่จะเจอหน้าลูก ขณะที่ตั้งครรภ์คุณแม่หลายๆ ท่านจึงต้องพยายามทะนุถนอมดูแลครรภ์ของตัวเองเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหาร การเดิน ลุก นั่ง หรือแม้กระทั่งการนอน ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อทารกในครรภ์ เพื่อลูกแล้วแม่สามารถทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ลูกน้อยนั้นคลอดออกมามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด นพ.พิเชฐ ผนึกทอง สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า คุณแม่มือใหม่ส่วนใหญ่มักมีความเครียดระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อาการแพ้จะมีมากใน 3 เดือนแรก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อตื่นนอนจะมีอาการเวียนศีรษะ อยากอาเจียน เบื่ออาหาร รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีอาการแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายด้วย หลังจาก 3 เดือนแรก คุณแม่บางท่านอาจมีอาการปวดหลัง ปัสสาวะบ่อย ปวดเสียดท้องน้อย ปวดหลังส่วนล่างร้าวไปถึงต้นขาเมื่ออายุครรภ์เริ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้คุณแม่มีความวิตกกังวลว่าจะเกิดอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ ลูกจะแข็งแรงดีหรือไม่ แล้วจะมีอวัยวะครบหรือเปล่า หรือจะเป็นโรคอะไรแทรกซ้อนไหม สำหรับว่าที่คุณแม่ที่มีความกังวลขณะตั้งครรภ์นั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะเริ่มมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ และเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เรารับประทาน หรือการกระทำอะไรลงไปนั้นส่งกระทบถึงลูกน้อยในครรภ์เราหรือไม่ เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณแม่ ด้วยเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ 4 มิติ (Ultrasound 4 D) ที่จะทำให้คุณแม่ได้เห็นลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ค่อยๆ เคลื่อนไหวในท่าทางต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากการอัลตราซาวนด์แบบ 2 มิติ และ 3 มิติในทั่วไปที่เห็นเป็นภาพนิ่ง แต่การอัลตราซาวนด์ 4 มิติ จะเห็นแบบในเชิงลึกกว่า ช่วยให้เห็นถึงรายละเอียดที่ชัดเจน แม่นยำ แม้กระทั่งเสียงการเต้นของหัวใจลูกน้อย ที่จะทำให้เป็นชั่วโมงแห่งความสุขของคนเป็นแม่ทุกคนที่ได้เห็นใบหน้าของลูกแบบเสมือนจริง ขณะอยู่ในครรภ์ ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็เป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาถึงพฤติกรรม และพัฒนาการการเจริญเติบโตมาเป็นหน้าตา แขน ขา มือ เท้า ของลูกน้อยที่กำลังจะก่อตัวขึ้น เป็นช่วงเวลาสำคัญมากสำหรับคุณแม่ ในการดูแลให้อวัยวะของทารกเพียบพร้อมและสมบูรณ์ที่สุด โดยทุกช่วงอายุครรภ์สามารถตรวจอัลตราซาวนด์ 4 มิติได้ แต่ภาพที่ได้จะแตกต่างกันออกไป ในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ จะช่วยให้มองเห็นได้ทั่วร่างกาย แต่ถ้าอายุครรภ์มากจะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ของทารกได้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 26 สัปดาห์ จะเป็นช่วงดีที่สุด “อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกเดือนก็เพื่อเป็นการช่วยตรวจสอบว่าลูกน้อยของคุณมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่ อีกทางหนึ่ง และแพทย์จะได้ทำการประเมินว่าทารกมีการเจริญเติบโต และพัฒนาการสัมพันธ์เหมาะสมกับอายุครรภ์หรือไม่ ... Read More »

ดูแลลูกน้อยอย่างไร ห่างไกลลำไส้อักเสบ

ภาวะลำไส้อักเสบเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยขวบปีแรก ส่งผลให้ลูกน้อยมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเหลว เด็กบางคงอาจมีอาการไม่รุนแรง เพียงดูแลรักษาตามอาการก็จะดีขึ้นจนหายไปได้เอง

ภาวะลำไส้อักเสบเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยขวบปีแรก ส่งผลให้ลูกน้อยมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเหลว เด็กบางคงอาจมีอาการไม่รุนแรง เพียงดูแลรักษาตามอาการก็จะดีขึ้นจนหายไปได้เอง แต่บางรายอาจมีอาการมากจนทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง อาจทำให้ช็อกและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ต้นเหตุลำไส้อักเสบเกิดจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรค ในเด็กเล็กมักเกิดจากเชื้อไวรัส โดยไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือไวรัสโรตา (Rotavirus) ซึ่งติดต่อโดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ จากการคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรงหรือแฝงตัว อยู่ตามสิ่งของ เช่น ของเล่นเด็ก และสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายชั่วโมง อยู่ได้นานเป็นวัน ๆ ซึ่งหากลูกน้อยนำสิ่งของหรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคเข้าทางปากก็จะทำให้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าไปได้อย่างง่ายดายส่วนเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ เชื้อไทฟอยด์ (Salmonella) อีโคไล (E coli) เชื้อบิด (Shigella) มักเกิดจากการกินอาหารจำพวกสัตว์ปีก ไข่ น้ำดื่มหรือนมที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือพิษของเชื้อโรค ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อลำไส้อักเสบง่าย ได้แก่ อายุน้อย ทุพโภชนาการ ไม่ได้รับนมแม่ กินอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การเดินทางไปยังแหล่งที่มีการระบาดของเชื้อ รวมทั้งการเข้าอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หากเด็กมีอาการของภาวะขาดน้ำรุนแรง คือ ไม่เล่น ไม่ร่าเริง นอนซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปากแห้งมาก ร้องไห้ ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงหรือปัสสาวะสีเหลืองเข้ม เบ้าตาโหล อาเจียนและถ่ายเหลวมาก ถ่ายมีมูกเลือด ปวดท้องมาก ไม่ยอมกินน้ำและนมเลย ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อให้สารน้ำทดแทนทางหลอดเลือด อาการของลูกน้อยเมื่อเป็นลำไส้อักเสบเมื่อลูกได้รับเชื้อดังกล่าว จะใช้ระยะฟักตัวหลังการสัมผัสโรคจนแสดงอาการ อาการใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงจนถึง 2 วัน เริ่มต้นด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ กรณีอาการไม่รุนแรง มักจะหายได้เองภายใน 3-5 วันอาการที่พบได้แก่ มีไข้อาเจียน หากเป็นเชื้อไวรัสจะถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือถ่ายเป็นฟองหลาย ๆ หน รอบก้นแดง บางคนอาจมีน้ำมูกไหลและไอร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย มักมีมูกเลือดในอุจจาระ อาจมีไข้สูงร่วมด้วย อาการท้องเสียอาจเป็นนานได้ถึง 7-10 วัน ถ้าสูญเสียน้ำมาก จะมีอาการปากแห้ง เบ้าตาลึก กระหม่อมบุ๋ม ปัสสาวะออกน้อยลง ซึม เป็นต้น การดูแลเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดได้แก่ การแก้ไขและทดแทนภาวะขาดสารน้ำและเกลือแร่ในกรณีที่ลูกขาดน้ำไม่มาก คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลเองที่บ้านได้ โดยการให้กินเกลือแร่ ORS สำหรับเด็กร่วมกับให้อาหารเหลวภายใน 4-6 ... Read More »