5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อรถเข็นเด็ก

คุณแม่อาจต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน การเคลื่อนย้าย ขนาดของตัวเด็ก ความชอบของเด็ก และที่สำคัญคืองบประมาณ

การเลือกซื้อรถเข็นเด็กนั้นอาจจะต้องขอตอบกว้างๆ ว่าเรื่องหลักๆ ที่ควรพิจารณาคืออะไร แต่ส่วนหนึ่งคุณแม่อาจต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน การเคลื่อนย้าย ขนาดของตัวเด็ก ความชอบของเด็ก และที่สำคัญคืองบประมาณด้วยนะคะ 1. ความปลอดภัย สภาพของรถเข็นต้องดูมั่นคงแข็งแรง ตัวล็อกเข้าที่ได้ ไม่มีส่วนแหลมยื่นออกมา ไม่มีรูที่เด็กจะเอานิ้วมือหรือเท้าแหย่เข้าไป หรือมีวัสดุที่อาจจะเป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น มีลูกปัดที่หลุดได้ เป็นต้น 2. สายรัดหรือระบบล็อก ไม่ควรจะให้เด็กสามารถดึงหลุดได้ง่ายๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่รัดแน่นจนเกินไป ทำให้เด็กอึดอัดและต่อต้านได้ ระบบที่ดีสุด คือมี 5 จุด ได้แก่ ล็อกเอว ระหว่างขาและไหล่ นอกจากนั้นตัวล็อกควรง่ายต่อผู้ใหญ่ในการปลดระบบเบรกหรือห้ามล้อ ควรทดสอบที่ร้านเลย ว่าเบรกดีหรือไม่ เมื่อเราห้ามล้อ ล้อหยุดดีหรือไม่      3. การเข็น ถนัดมือหรือไม่ การเลี้ยวหรือเคลื่อนตัวเป็นอย่างไร ความสูงของที่จับรถ ควรอยู่ประมาณเอวของคนเข็นหรือต่ำกว่าเล็กน้อย โดยทั่วไปโรงงานผลิตมักทำตามขนาดมาตรฐาน ซึ่งถ้าขนาดตัวคุณแม่เล็กหรือใหญ่เกินไปก็ควรเลือกรถเข็นที่ตัวจับปรับได้ขนาดตัวเด็ก ถ้าเป็นเด็กทารกควรนอนราบลงหน่อย เพราะช่วยพยุงคอที่ยังไม่แข็งแรง การเลือกรถเข็นที่สามารถปรับขนาดเบาะนั่งได้ยิ่งดี แต่ก็อาจมีราคาแพง       4. ที่บังแดดหรือลม มีหรือไม่ ช่องเก็บของ ควรมี แต่ไม่มากเกินไปเพราะอาจยากต่อการพับเก็บได้ วัสดุที่ใช้ ทำความสะอาดง่ายหรือไม่ สามารถถอดไปซักได้หรือเปล่า การระบายความร้อน เป็นต้นรถเข็นแบบก้านร่ม (umbrella strollers) ชื่อก็บอกว่าด้ามจับเหมือนก้านร่มนะคะ ข้อดี คือ เบาและพกพาสะดวก แต่มีข้อเสียคือ รับน้ำหนักได้ไม่มาก และไม่สามารถปรับนอนได้      5. รถเข็นแบบน้ำหนักเบา (lightweight strollers) เป็นรถเข็นเด็กขนาดกลาง มักจะปรับเบาะให้เอนราบได้ รถเข็นแบบตะกร้า (stroller travel systems) เหมาะกับเด็กทารกแรกเกิด เนื่องจากเป็นได้ทั้ง car seat และสามารถนำมาวางเป็นรถเข็นได้รถเข็นแบบปรับตามการใช้งานได้หลากหลาย คือ จะมีแผ่นรองไว้วางตะกร้าเด็กหรือพอจะให้เด็กโตนั่งได้รถเข็นเด็กที่ออกแบบมาสำหรับพ่อแม่เวลาไปวิ่ง (jogging stroller) นอกเหนือจากความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของรถเข็นเด็กแล้ว ยังมีจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องเลือกซื้อรถเข็นเด็กให้ลูกน้อยอันเป็นที่รัก ก่อนอื่นเรามาพิจารณาถึง สภาวะในปัจจุบัน กล่าวคือ รถเข็นเด็ก เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กับคุณพ่อคุณแม่ เนื่องจากครอบครัวไทยยุคใหม่ที่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือครอบครัวเล็กที่แยกออกไปดูแลกันเอง เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้คุณพ่อและคุณแม่มักจะต้องพาลูกน้อยเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกัน Read More »

ทำไมหนอ ยามตั้งครรภ์ผิวถึงไม่สวย

ในช่วงตั้งครรภ์นั้น แม่ท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและโรคผิวหนังเกิดขึ้นได้หลายอย่าง

ในช่วงตั้งครรภ์นั้น แม่ท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและโรคผิวหนังเกิดขึ้นได้หลายอย่าง แต่โดยทั่วไปหากได้รับอาหารที่เหมาะสม มีการพักผ่อนหรือออกกำลังกายที่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะสามารถกลับสู่สภาพปกติได้ ภายใน 2-3 เดือนหลังคลอด การที่แม่ท้องมีลักษณะทางผิวหนังที่เปลี่ยนไปจนกังวลใจ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เช่น เอสโตรเจนจากแม่ หรือเอสทีจีจากลูก และฮอร์โมนที่เกิดขึ้นจากต่อมหมวกไตพบได้ไม่บ่อย สาเหตุเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของแม่ท้อง อย่างไรก็ตาม ผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์นี้ แม้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลนัก แต่ก็ควรมีความรู้และเข้าใจไว้บ้าง เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันและรักษาผิวหนังเป็นส่วนที่มีพื้นที่มากที่สุดของร่างกาย มีปลายประสาทมากมาย เป็นที่รวมของระบบประสาทสัมผัสต่าง ๆ เราจึงรู้สึกถึงความร้อน เย็น เจ็บปวด และยังเป็นตัวกำหนดความสวยงามเปล่งปลั่งของผิวอีกด้วย ลักษณะของผิวที่นุ่มชุ่มชื้น ขาว หรือดำ มาจากโครงสร้างที่สมบูรณ์ของผิวที่ประกอบไปด้วย เมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เส้นเลือดขอด เกิดจากมดลูกที่โตขึ้น ไปกดทับเส้นเลือดดำบริเวณหน้าท้องและต้นขาทำ ให้ความดันในเส้นเลือดสูงจึงไปดันเส้นเลือดฝอยให้โป่งและไหลกลับสู่หัวใจได้ยาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่เป็นเส้นเลือดขอด เพราะลิ้นเปิด-ปิดผนังเลือดดำอ่อนแออยู่แล้ว จะเป็นมาก ขึ้นบริเวณข้อพับ ขา และน่องวิธีรับมือให้พยายามยกขาให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจเข้าไว้ โดยใช้ขาพาดเก้าอี้หรือตักคุณ สามี ใช้หมอนหนุนปลายเท้า นวดขาให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ใช้ผ้ายืดพันเพื่อบีบให้หลอดเลือดดำแฟบลง ปัญหาสิว กระ ฝ้า จุดด่างดำ และรอยคล้ำใต้ตา เพียงเป็นผลมาจากเจ้าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งท้องเท่านั้น เพียงทำใจให้สบาย รอให้คลอดก่อน แล้วทุกอย่างจะค่อยกลับสู่ภาวะปกติเอง หากเกิดฝ้าขึ้นมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด เพราะจะทำให้ฝ้าเข้มขึ้น และควรทาครีมกันแดดที่มีค่าการป้องกันแสงแดด (SPF) เป็น 15 หรือมากกว่านั้น แต่ถ้าจะใช้ยาทาฝ้าระหว่างตั้งครรภ์ก็ต้องระวัง เพราะส่วนผสมในยาทาฝ้าอาจทำให้แพ้ได้ง่าย นอกจากนี้ส่วนผสมบางตัวอาจถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ โดยทั่วไปฝ้าที่เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ มักจางหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด ดังนั้น หากฝ้าไม่จางค่อยปรึกษาหมอเรื่องใช้ยาดีกว่า เส้นดำกลางหน้าท้อง ได้รู้ว่าร่างกายเราแบ่งครึ่งได้ซ้ายขวาเท่ากันเป๊ะก็คราวนี้แหละ เพราะเส้นดำตามแนวตั้งกลางหน้าท้องจะเด่นชัดขึ้น และจะหายไปเองหลังคลอดขาบวม เกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกายและการยืนนาน ๆ แต่ถ้าบวมมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ วิธีรับมือคือพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อย่ายืนหรือเดินติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ มีผิวมัน ผิวแห้ง เพราะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกายอีกนั่นเอง คุณท้องบางคนจะร้อนและเหงื่อออกง่าย ไขมันจึงถูกขับออกมาด้วย หรือบางคนร่างกายปรับสมดุล ไม่ทันทำให้ผิวแห้งเป็นขุย จึงควรทานอาหารครบ 5 หมู่ วิตามินเอ บีรวม ซี อี ... Read More »

กลัวว่าลูกจะพูดติดอ่าง

ตามปกติแล้วเด็กในวัย 2 – 3 ปี อาจมีการพูดติดอ่างได้เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะปกติของการพัฒนา เพราะเด็กยังมีคำพูดที่จำกัด

คุณแม่หลายท่านเริ่มมีความกังวลว่า เมื่อลูกเริ่มพูดได้มาสักระยะหนึ่งแล้ว และจู่ๆลูกก็มีลักษณะการพูดที่เปลี่ยนไป คือ พูดเร็วไปบ้าง พูดห้วนๆสั้นๆบ้าง และบางครั้งบางคำก็ไม่สามารถออกเสียงได้บ้าง คือจะพูดไม่ชัด และเริ่มมีอาการพูดติดอ่าง ทั้งๆที่ตอนเริ่มหัดพูดแรกๆ ก็ดูไม่มีปัญหาอะไร    การพัฒนาทางด้านภาษาของเด็กเล็กจะเริ่มมีปัญหาได้ หากเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีการใช้ภาษาที่หลากหลาย เช่น คุณพ่อหรือคุณแม่อาจจะเป็นคนพูดเร็วแบบทางใต้ หรือมีการสื่อสารด้วยภาษาอื่นๆอยู่บ่อยๆ ทำให้เด็กที่เริ่มหัดจำคำพูดเริ่มสับสนและไม่กล้าจะพูดหรือเริ่มไม่มั่นใจที่จะสื่อสารออกไป ทำให้เกิดเป็นอาการติดอ่างได้ ตามปกติแล้วเด็กในวัย 2 – 3 ปี อาจมีการพูดติดอ่างได้เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะปกติของการพัฒนา เพราะเด็กยังมีคำพูดที่จำกัด นึกคำพูดไม่ทันมีศัพท์ที่จะใช้น้อย ใจคิดไปได้มากกว่าความสามารถในการพูดออกมา สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเหตุทำให้เกิดการติดอ่างในวัยนี้ได้บ่อย อีกประการหนึ่งคือ อาจเป็นกรรมพันธุ์ก็ได้ เพราะการที่คุณพ่อหรือคุณแม่พูดเร็วมากๆจนรัวนั้นถือเป็นคำพูดที่ผิดธรรมดาได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่พูดแบบนี้ เด็กอาจจะได้รับส่วนของกรรมพันธุ์มาได้ หรือเป็นการเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ แต่ความสามารถในการพูดในวัยนี้ยังทำได้ไม่ดีนัก จึงเกิดปัญหาขึ้น การช่วยแก้ปัญหาเมื่อเด็กเริ่มพูดติดอ่าง คือ คุณพ่อคุณแม่จะต้องพูดภาษาใดภาษาหนึ่งกับลูก และควรพูดให้ช้าลง พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ จะทำให้เขาตามเราได้ทัน และไม่ต้องไปสนใจเวลาลูกเริ่มพูดติดขัด เพราะเวลาผ่านไปเขาจะค่อยๆโตขึ้น จะค่อยๆหายไปได้เอง ข้อสำคัญอย่ามีใครไปทักไปเตือน ไปว่าหรือให้เขาทวนคำพูดใหม่ ควรตั้งใจฟังเด็กและให้เวลาเขาพูด บอกเขาว่าไม่ต้องรีบร้อน เราพร้อมที่จะฟังเขา ถ้าเขาติดคำใดคำหนึ่งแล้ว เราเข้าใจก็อาจพูดต่อคำให้เขาก็ได้ เพราะเขาอาจนึกคำไม่ออก หรือใช้คำไม่ถูก เรื่องการพูดนี้ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และใจเย็น ไม่ควรไปย้ำให้เขาพูดใหม่บ่อยๆ เพราะเท่ากับไปเน้นความผิดปกติ และเด็กจะเป็นกังวลคอยระมัดระวังคำพูด ก็จะยิ่งทำให้ติดอ่างมากขึ้น แต่หากการพูดติดอ่างมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ทางครอบครัวของคุณพ่อหรือคุณแม่ หรืออาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออวัยวะที่ใช้ในการพูดทำงานประสานกันไม่ดี เช่น ลิ้นพันกัน ขากรรไกรสั้น  หากเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ก็ต้องได้รับการตรวจวิเคราะห์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป   Read More »

ปลอดภัยใช้วงแหวนคุมกำเนิด

ปลอดภัยใช้วงแหวนคุมกำเนิด

ปัญหาเรื่องลืมกินยาคุมกำเนิดจะหมดไป เพราะปัจจุบันมีนวัตกรรมที่สามารถคุมกำเนิดได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาเม็ดคุมกำเนิด จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า การใช้วงแหวนคุมกำเนิดมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และยังไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว รศ.นพ.อรรณพ ใจสำราญ หัวหน้าหน่วยวางแผนครอบครัว และอนามัยการเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้ให้สัมภาษณ์กับ นสพ.เดลินิวส์ออนไลน์ เมื่อวันที่  16 เม.ย.57 ว่า “จากการรายงานพบปัญหาการทำแท้งจากผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม 3 แสนคนต่อปี ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายตามมา ทั้งทางด้านร่างกาย สังคมและครอบครัว หากผู้หญิงยังไม่พร้อมตั้งครรภ์ ทางการแพทย์แนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิด 2 แบบคือ แบบชั่วคราวและแบบถาวร” “วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ขณะใช้ หลังหยุดใช้สามารถตั้งครรภ์ได้ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่เป็นฮอร์โมนมีหลายวิธี ได้แก่ ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด แผ่นแปะผิวหนังคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิด แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีระดับฮอร์โมนต่ำ เหมาะกับผู้หญิงที่เริ่มต้นกินยาคุมกล่องแรก  นอกจากการคุมกำเนิดแล้ว ยังได้ประโยชน์อื่นจากยาเม็ดคุมกำเนิด เช่น รักษาอาการปวดท้องประจำเดือน คุมอาการโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน ลดโอกาสเสี่ยงจากภาวะกระดูกพรุน  รวมทั้งช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งรังไข่ได้ด้วย แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือลืมกินยา ทำให้ประสิทธิผล ของยาลดลงและมีปัญหาประจำเดือนผิดปกติ เลือดออกกะปริบกะปรอย และยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิดมีระดับฮอร์โมนสูง ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เป็นฝ้า หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้” รศ.นพ.อรรณพฯ ยังได้กล่าวต่อว่า “ปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมการคุมกำเนิดแบบใหม่เพื่อลดปัญหาจากวิธีการคุมกำเนิดแบบเดิมคือ การคุมกำเนิดด้วยวงแหวนคุมกำเนิด  มีลักษณะเป็นวงแหวนพลาสติกนุ่มยืดหยุ่นได้ ประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิดคือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เช่นเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิด แต่ตัวยาในวงแหวนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันที และจะปล่อยฮอร์โมนออกมาในปริมาณต่ำต่อเนื่องและสม่ำเสมอกว่ายาเม็ดคุมกำเนิด ทำให้ประสิทธิผลดีกว่า ผลข้างเคียงน้อยกว่าและที่สำคัญประจำเดือนมาสม่ำเสมอ พบปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอยน้อยกว่า เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกคนที่ต้องการความสะดวก และปลอดภัยเมื่อใช้ยาระยะยาวในการคุมกำเนิด” วิธีใช้วงแหวนคุมกำเนิดง่ายและสะดวกสามารถใส่ได้ด้วยตัวเอง โดยสอดเข้าไปในช่องคลอดคล้ายกับการเหน็บยาในช่องคลอด ปล่อยไว้ 3 สัปดาห์ ระหว่างนี้สามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติ ไม่มีผลข้างเคียงทั้งผู้ใช้และคู่สมรส ไม่ระคายเคือง เมื่อครบ 3 สัปดาห์ก็เอาออก เว้นไป 1 สัปดาห์ จะมีประจำเดือนมาตามปกติ ซึ่งการใส่และถอดสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทางหน่วยวางแผนครอบครัวและอนามัยเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทำการศึกษาความพึงพอใจในการใช้วงแหวนคุมกำเนิด ในผู้หญิงไทย 40 คน ... Read More »

สารอาหาร 9 อย่างช่วยลูกในครรภ์สมองดี

อยากให้ลูกสมองดี แม่ท้องต้องรู้จักกินอาหารที่มีสารอาหารช่วยบำรุงสมองลูกในครรภ์

อยากให้ลูกสมองดี แม่ท้องต้องรู้จักกินอาหารที่มีสารอาหารช่วยบำรุงสมองลูกในครรภ์  ซึ่งวันนี้มีสารอาหารที่อยากจะแนะนำให้คุณแม่ได้รับรู้กันถึงสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองลูกในครรภ์ค่ะ  1. โปรตีน คือ สารอาหารหลักที่ร่างกายได้รับจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โปรตีนมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง ถ้าลูกได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะทำให้สมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ เหมาะสำหรับแม่ท้องทุกไตรมาส เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารหลักสำหรับร่างกายในการสร้างและเพิ่มขนาดเซลล์ สร้างน้ำนม เพิ่มปริมาตรเลือด สร้างน้ำย่อย สร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โปรตีนจึงจำเป็นต่อแม่ท้องและลูกน้อยตั้งแต่แรกปฏิสนธิจนถึงกำหนดคลอด 2. คาร์โบไฮเดรต เมื่อร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งแล้ว จะเปลี่ยนเป็นกลูโคสหรือน้ำตาลที่มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้แก่ร่างกาย และเป็นอาหารที่จำเป็นของสมองของลูก เหมาะสำหรับ แม่ท้องไตรมาสที่ 1 เพราะหากแม่ท้องไตรมาสแรกมีอาการแพ้จากการตั้งครรภ์เนื่องจากฮอร์โมนไม่สมดุล คาร์โบไฮเดรตจะเป็นสารอาหารที่กินง่าย ย่อยง่าย เพียงสัมผัสกับ amylase ที่มีในน้ำลาย ก็ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมกลูโคสได้แล้ว เสริมพลังให้แม่ท้องได้ง่ายๆ 3. ธาตุเหล็ก ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง นำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ถ้าแม่ขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง และลูกได้รับเหล็กไม่เพียงพอ อาจทำให้เด็กมีสติปัญญาด้อยกว่าปกติ  เหมาะสำหรับ แม่ท้องไตรมาสที่ 2 และ 3 เพราะระบบประสาทและระบบโลหิตในทารกที่มีการพัฒนามาตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนที่สามจึงจะมีความสมบูรณ์ ขณะที่ร่างกายของแม่ท้องเริ่มสร้างและสะสมน้ำนม มีการเพิ่มปริมาตรเลือดในช่วงนี้ อาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอจะทำให้เม็ดเลือดแดงดี คุณภาพน้ำนมดี 4. ไอโอดีน มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมอง ระบบประสาท และความจำของลูก การขาดไอโอดีนเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมและสติปัญญาด้อย  เหมาะสำหรับ  แม่ท้องไตรมาสที่ 2 และ 3 เพราะขณะตั้งครรภ์ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น ร่างกายจึงต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น 5. โฟเลต ช่วยสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท และไขสันหลังให้เจ้าตัวเล็กในครรภ์  เหมาะสำหรับแม่ท้องทุกไตรมาส เพราะโฟเลตเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการสร้างสารพันธุกรรม และทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะไตรมาสแรกซึ่งมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นจำนวนมาก หากแม่ท้องได้รับโฟเลตไม่เพียงพอในไตรมาสที่สองและสาม ทารกจะมีความเสี่ยงต่อพัฒนาการของสมองและประสาทไขสันหลัง อาจทำให้ทารกพิการทางสมองและประสาท ที่เรียกว่า neural tube defect 6. โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายของเราสร้างเองไม่ได้ ช่วยบำรุงเซลล์สมอง เพิ่มประสิทธิภาพความจำ และสายตา  เหมาะสำหรับ แม่ท้องไตรมาสที่ 2 และ 3 เพราะช่วงเดือนที่สอง ส่วนหัวของทารกพัฒนามากกว่าส่วนอื่น จำเป็นต้องได้รับโอเมกา 3 เพื่อการเจริญเติบโตของเซลล์สมองและรอยหยักในสมอง โอเมกา ... Read More »

คุณแม่ท้องอ่อนควรระวังเรื่องอะไรบ้าง

อาหารและสิ่งไม่ควรทำสำหรับคนท้องอ่อนมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

สำหรับคุณแม่คนไหนที่กำลังหาวิธีเฝ้าระวังอยู่ว่าจะต้องดูแลตัวเองอย่างไรในช่วงที่กำลังท้องอ่อน ๆ อยู่นี้ เราได้รวบรวมเอาข้อควรระวังมาฝากคุณแม่มือใหม่เพื่อไม่ให้ทั้งลูกน้อยและตัวคุณเองเสี่ยงอันตรายต่อเรื่องเล็ก ๆ รอบตัว 1. อาหารการกินโดยเฉพาะอาหารทะเลสด ๆ อาหารรสจัด รวมถึงของหมักดองอาหารเหล่านี้ไม่ควรรับประทานเป็นประจำเพราะอาจทำให้ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนจนเกิดอาการท้องเสียและไม่สบายท้องได้นอกจากนี้ยังควรระวังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และกาเฟอีนผสมอยู่อาจทำให้หัวใจเต้นแรงผิดปกติและอาจส่งผลต่อเส้นเลือดบริเวณมดลูก รกและการเจริญเติบโตของทารก 2. การออกกำลังกายเพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหมจนร่างกายเหนื่อย อ่อนเพลียอาจส่งผลโดยตรงทั้งสุขภาพกับตัวคุณแม่และลูกดังนั้นจึงควรเปลี่ยนมายืดเส้นยืดสาย ด้วยการเดินเล่นออกกำลังกายในน้ำหรือเล่นโยคะสำหรับคนท้องเพื่อช่วยป้องกันการกระทบเทือนและทำให้สุขภาพแข็งแรง 3. เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายแม้แต่ก่อนจะเคยใส่กางเกงรัดรูป กระโปรงเอวสูง เข็มขัดหรือแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดด้วยการใส่สูงปรี๊ดแต่อย่างไรก็ดีหลีกเลี่ยงออกไปเสียก่อนเพราะนอกจากจะทำให้อึดอัดรัดหน้าท้องแล้ว ยังทำให้เดินลำบากและอาจหกล้มอีกด้วย 4. เรื่องความสวยความงามเข้าใจว่าคุณแม่หลายคนอยากทาครีมบำรุงผิวและใช้เครื่องสำอางเพื่อเพิ่มความมั่นใจก่อนออกจากบ้านแต่ถึงอย่างไรก็ควรเลือกและดูส่วนประกอบสำคัญกันสักนิดทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงยารักษาสิวที่มีกรดวิตามินเอครีมหรือเครื่องสำอางที่มีสารไวท์เทนนิ่ง รวมถึงการทำสีผม ดัด-ยืดผมและการทำเล็บอีกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายจนทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ 5. การมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลาหากมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงมากเกินไปอาจทำให้แท้งและส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ ดังนั้นจึงควรใช้ท่าที่ผ่อนคลายและไม่กดน้ำหนักไปที่หน้าท้องมากนัก 6. การพักผ่อนเพราะในช่วงนี้คุณแม่จะมีความกังวลใจในหลายเรื่อง ๆ ทั้งเรื่องลูกเรื่องรูปร่างและการเตรียมตัวต่าง ๆจนทำให้เครียดและนอนไม่หลับอยู่เป็นประจำคุณแม่จึงควรนอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุดโดยเฉพาะเวลากลางคืน 7. พฤติกรรมเสี่ยงแม้จะเป็นช่วงที่ท้องจะยังไม่มีขนาดใหญ่มากแต่พฤติกรรมที่ทำอย่างเคยชินที่อาจส่งผลต่อครรภ์ อย่างการยกของหนักหรือการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ที่มักเกิดการกระแทกและอุบัติเหตุได้ง่ายก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บท้อง จุก เสียดขึ้นได้อย่างไม่ทันตั้งตัวยิ่งเป็นคุณแม่ที่มีโรคยิ่งควรระวังให้มาก Read More »

โยเกิร์ต ช่วยเพิ่มเสริมภูมิคุ้มกันวัยเด็ก

โยเกิร์ต ช่วยเพิ่มเสริมภูมิคุ้มกันวัยเด็ก

นสพ.เดลินิวส์ออนไลน์ ประจำวันที่ 11 เม.ย.57 ได้นำเสนอข่าวให้ทราบว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของไทย ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้สำหรับเด็กวัยเริ่มอาหารเสริม แนะนำ “คุณประโยชน์ 3 คุณค่าเพื่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต” ประกอบด้วยคุณค่าจาก “โยเกิร์ต” เพื่อสมดุลของระบบทางเดินอาหาร “บิฟิดัส-จุลิน ทรีย์มีประโยชน์” เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และ “อาหารเสริมธัญพืช” อุดมด้วยสารอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์สมวัยของลูกน้อย พร้อมคุณแม่มือใหม่ พรทิพย์ สกิดใจ เผยเคล็ดลับการดูแลลูกรัก “น้องภูดิส” ที่บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด อาคารดิออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงาน นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์    วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช กล่าวถึงพัฒนาการของเด็กวัยเริ่มอาหารเสริมว่า เด็กในวัยขวบปีแรกมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ทำให้ต้องเผชิญกับช่วงที่โภชนาการขาดหายไป อันเกิดจากพัฒนาการทางร่างกาย จึงต้องการสารอาหารที่เพียงพอและเหมาะสม ในขณะที่กระเพาะอาหารของเด็กมีความจุน้อยกว่า แต่ต้องการสารอาหารมากกว่าผู้ใหญ่ ทั้งนี้โภชนาการที่ไม่เพียงพออาจนำไปสู่การขาดสารอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและยาว และยังต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ขาดการปกป้อง เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เริ่มลดลงและได้รับนมแม่น้อยลง อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 3-4 ขวบ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และยังเป็นช่วงเวลาที่เริ่มสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมและเชื้อโรคโดยตรง จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้นและเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น  “การกินโยเกิร์ตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กได้ โยเกิร์ตทั่วไปแพทย์ยังไม่แนะนำกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เนื่องจากไม่สามารถย่อยโปรตีนจากนมเต็มสูตรได้ แต่ปัจจุบันมีการคิดค้นโยเกิร์ตที่ปรับปรุงโปรตีนให้เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยผสมลงในอาหารเสริมสำหรับเด็ก เพื่อให้ได้รับคุณประโยชน์เพิ่มขึ้น อีกทั้งองค์การอนามัยโลก และสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้กินโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย เพราะช่วยสร้างสมดุลในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ มีแคลเซียมสูง และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งมีผลวิจัยทางการแพทย์รองรับแล้วว่ามีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ” นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว  ทัศนีย์ สิทธิรัตน์ ณ นครพนม ผู้จัดการฝ่ายชำนาญการพิเศษ ด้านอาหาร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงการดูแลสุขภาพและระบบขับถ่ายของลูกน้อยว่า คุณพ่อคุณแม่หลายท่านประสบปัญหาลูกน้อยมีอาการท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ เนื่องจากระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหารบางชนิดของเด็กวัยแรกเกิดที่มีอายุน้อยกว่า 1 ... Read More »

เปิดใหม่สายด่วน ’1415′ ปรึกษาปัญหาเด็ก

เลขหมายพิเศษ 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้รับบริการ ลดการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของโรค

ผู้สื่อข่าว นสพ.ไทยรัฐออนไลน์ ประจำวันที่ 10 เม.ย.57 รายงานว่า นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการแถลงข่าว “1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก” ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี     (รพ.เด็ก) ซึ่งกรมการแพทย์มีนโยบายสนับสนุนหน่วยงานภายใต้สังกัดในการนำความรู้ ความชำนาญแก้ไขปัญหาสุขภาพสำคัญของประชาชน ทั้งนี้ รพ.เป็นสถาบันเฉพาะทางที่ดูแลรักษาปัญหาสุขภาพของเด็ก มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กทั้งโรคทั่วไป และโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงการพัฒนาระบบบริการโดยการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายบริการส่งต่อองค์ความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายที่รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ จึงมีหมายเลขโทรศัพท์ 1415 ซึ่งสายตรงโรงพยาบาลเด็ก ทางด้าน รศ.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลเด็กรับผู้ป่วยนอกกว่า 300,000 รายต่อปี ผู้ป่วยในกว่า 17,000 รายต่อปี ที่ให้คำปรึกษาแนะนำด้านสุขภาพเด็กทางโทรศัพท์มากว่า 10 ปี โดยใช้เลขหมายโทรศัพท์ 9 และ 10 หลัก มากกว่า 80 เลขหมาย และมีผู้ใช้บริการเกือบ 100,000 ครั้งต่อปี ซึ่งจากการบริการพบว่า เลขหมายยากแก่การจดจำ และไม่สะดวก ระบบไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ จึงได้พัฒนาสู่เลขหมายพิเศษ 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้รับบริการ ลดการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของโรค ทั้งนี้ ยังเป็นหน่วยรับแจ้งเหตุโรคที่สำคัญ โรคอุบัติใหม่และรับผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนรองรับการบริการที่จะก้าวสู่อาเซียนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่เกิดจากการให้บริการทางโทรศัพท์ สามารถลดความยากลำบากในการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เป็นที่พึ่งในการดูแลเบื้องต้นเพื่อลดภาวะวิกฤติก่อนผู้ป่วยมาพบแพทย์ เช่น สายด่วนไข้เลือดออก สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ถึงกว่า 95% หมายเลข 1415 ทดลองเปิดบริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 มีผู้รับบริการเดือนละประมาณ 24,000 ครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกเดือน สะท้อนให้เห็นว่าสามารถตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างดี  ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th/content/415727 Read More »

เตือนพ่อแม่ใช้ที่นั่งนิรภัยให้ลูกป้องกันอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์

Car seat นี้สามารถที่จะได้ช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ ในขณะที่เด็กน้อยยังเล็กอยู่

เมื่อวันที่ 10 เมษายน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าว นสพ.มติชนออนไลน์ ประจำวันที่  10 เม.ย.57 ว่า “เด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการจมน้ำ โดยตัวเลขในปี 2554 พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร 614 ราย   แต่หากเป็นช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์จะมีอุบัติเหตุจราจรเกิดขึ้นกับเด็กทำให้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 9  ในจำนวนนี้เกิดจากอุบัติเหตุโดยสารรถยนต์ร้อยละ 46  ซึ่งพบว่าเด็กที่เสียชีวิตทั้ง 100 % ไม่มีการใช้เข็มขัดนิรภัยหรือที่นั่งนิรภัย จึงต้องบังคับให้เด็กใช้ระบบยึดเหนี่ยวเพื่อยึดตัวเด็กไม่ให้กระเด็นออกนอกรถ โดยเฉพาะควรใช้ที่นั่งนิรภัย” “จากการสำรวจบริเวณทางด่วนหรือปั๊มน้ำมัน พบว่า พ่อแม่คนไทยมีการใช้ที่นั่งนิรภัยเมื่อมีเด็กโดยสารรถยนต์ต่ำมากไม่ถึง 1 %  ซึ่งสาเหตุอาจมาจากไม่ตระหนักถึงความสำคัญ และราคาที่นั่งนิรภัยที่ค่อนข้างสูง  ทั้งที่กฎหมายจราจรกำหนดให้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยในการโดยสารรถยนต์ แต่ในความเป็นจริงทารกหรือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่มีความเหมาะสมและปลอดภัยที่จะใช้เข็มขัดนิรภัย เพราะสายเข็มขัดแนวทะแยงจะพาดคอเด็ก ขณะที่เข็มขัดแนวขวางจะพาดบริเวณท้องเด็ก ซึ่งจะมีอันตรายเพิ่มขึ้น ในการโดยสารรถยนต์ของเด็กต่ำกว่า 9 ปีจึงควรใช้ที่นั่งนิรภัย โดยหากใช้กับเด็กทารก จะลดอัตราตายถึง 70% อายุ 1-4 ปี 47 % และอายุมากกว่า 5 ปี 45 % ” รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว ข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1397121209&grpid=&catid=19&subcatid=1904 Read More »

ปัญหานอนไม่หลับกับคุณแม่ตั้งท้อง

สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเอง

ทำไมแม่ท้องถึงนอนไม่หลับหนอ  สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเองค่ะโดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก ที่ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นกว่าปกติ ทำให้คุณแม่รู้สึกหงุดหงิด อ่อนเพลีย ซึมเศร้า และนอนไม่หลับ หรือบางครั้งก็รู้สึกง่วงนอนมาก ๆ แต่หลับไม่ค่อยสนิท หรือคุณแม่บางคนที่นอนกลางวันมาก ๆ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวลากลางคืนไม่รู้สึกง่วงนอนเท่าใดนัก ขณะที่ไตรมาสที่ 2 ช่วง 3 ถึง 5 เดือนจะมีสาเหตุหลักจากการดิ้นของลูกในท้องประกอบกับช่วงนี้เอง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่ยังคงสูงอยู่ ดังนั้นคุณแม่ก็อาจจะนอนไม่หลับได้เช่นกันค่ะ และไตรมาสสุดท้าย คุณแม่บางคนอาจนอนไม่หลับ เนื่องจากการขยายใหญ่ของหน้าท้อง จึงรู้สึกแน่นท้อง เสียดท้อง ปวดหลัง หรือปวดปัสสาวะจนต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพ หากเป็นเพียงครั้งหรือสองครั้ง คุณแม่ก็แค่ง่วงเหงาหาวนอนตอนกลางวันเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบ่อย ๆ ทุกคืนแล้วล่ะก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ เพราะว่าการนอนไม่หลับทำให้เครียด อาการนอนไม่หลับกับความเครียดเป็นผลที่เกี่ยวเนื่องกันค่ะ เพราะเมื่อคุณแม่นอนไม่หลับ ก็จะก่อให้เกิดความเครียด ยิ่งรู้สึกเครียดก็จะยิ่งวิตกกังวล จนที่สุดก็ยิ่งทำให้นอนไม่หลับ มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง เสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยในแต่ละคืนคุณแม่ควรนอนให้ได้ 8-9 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลและควบคุมฮอร์โมนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด เพราะถ้าคุณแม่นอนไม่พอ อาจทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและก่อให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้นั่นเองลูกในครรภ์เจริญเติบโตได้ช้า เมื่อคุณแม่นอนไม่หลับจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับตามไปด้วย ซึ่งก็อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและสมองของลูกน้อยด้วย เพราะการที่คุณแม่นอนไม่หลับจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย การไหลเวียนของเลือดจะไม่ค่อยดีนัก และเลือดที่ไปเลี้ยงลูกในครรภ์มีประสิทธิภาพต่ำ หรือไม่เพียงพอ เมื่อลูกคลอดออกมามีแนวโน้มที่จะน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐานและการเจริญเติบโตของลูกช้ากว่าที่ควรจะเป็นค่ะ Read More »