ว่าด้วยเรื่องการอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอด

อยู่ไฟหลังคลอดเปรียบเสมือนการดูแลรักษาและบำบัดโรคหลังคลอดมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน

ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องการคลอดลูกนั้นมีมากมายเหลือเกิน ในวันนี้เราจะมาพูดถึงกันในเรื่องของการอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอด โดยหากเราเคยได้ยินตั้งแต่โบราณมาแล้ว เราเองก็พอจะทราบว่า คนท้องเมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว คุณแม่หลังคลอดจำเป็นที่จะต้องฟื้นตัวเองโดยการอยู่ไฟและการอยู่ไฟหลังคลอดลูกนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่โบราณถือว่าเป็นการช่วยคุณแม่หลังคลอดลูกใหม่ๆให้ฟื้นตัวเองได้ไวขึ้น สมานแผล รวมไปถึงมีสุขภาพดี ผิวพรรณสดใสอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น ทำให้คุณแม่รุ่นใหม่ทั้งหลายต่างตั้งคำถามกันมากมายว่า การอยู่ไฟ มันจะช่วยได้จริงหรือ วันนี้เรามาคำตอบมาฝากแก้ข้อข้องใจของคุณแม่ด้วย หากเรามองย้อนไปนั้น ในสมัยโบราณ การอยู่ไฟนั้นคือว่าเป็นการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายของคุณแม่หลังจากคลอดลูกใหม่ วิธีการก็ตามที่เราเห็นในละครเลย คืออยู่ในห้องที่มีแคร่ให้ตัวคุณแม่หลังคลอดใหม่ๆนอน ซึ่งที่นอนก็จะใกล้กับเตาร้อนๆ ซึ่งตัวของคุณแม่ที่คลอดต้องนอนอยู่ในนั้นเป็นเดือนๆกันเลยทีเดียว โดยการอยู่ไฟนี้จะใช้กับคนที่คลอดลูกแบบธรรมชาติไม่ใช่ผ่าออกแบบปัจจุบันนี้ แต่อย่างไรก็ตามในสมัยนี้ก็ยังคงดำเนินไปแบบนี้อยู่ ยังคงมีการอยู่ไฟ เพียงแต่ว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการอยู่ไฟออกไป ตามยุคตามสมัยนั่นเอง โดยปัจจุบันตามแพทย์แผนโบราณได้รับทำเรื่องของการอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอด ใช้ความร้อนเหมือนเดิม แต่อาจจะมีการเพิ่มเติมในเรื่องของสมุนไพรด้วย โดยช่วงเวลาการอยู่ไฟจะประมาณ 7 วัน แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการเดียว ยังมีการอยู่ไฟแบบทำที่บ้านเราก็มีมากฝากด้วย โดยวันนี้เรามีเนื้อหาในเรื่องของการอยู่ไฟเองที่บ้านมาฝากกัน แต่ก่อนจะเข้าเนื้อหาเรื่องของการอยู่ไฟเองแบบที่บ้านนั้นมีอะไรบ้างที่สามารถทำได้ เราจะมาสรุปว่า สรุปแล้วการอยู่ไฟก็ช่วยได้จริง เพียงแต่ในปัจจุบันมีรูปแบบการอยู่ไฟที่ไม่เหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะยุคสมัยและความสะดวกสบาย และได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามการที่คุณแม่หลังคลอดจะเลือกวิธีการอยู่ไฟแบบไหน ก็ควรที่ปรึกษากับคุณหมอเสียก่อน ว่าวิธีการนี้สามารถที่จะทำได้หรือไม่อย่างไร เพราะร่างกายของคนเรานั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง  สบายใจ อยู่ไฟก็ทำเองได้ไม่ยาก  1. การใช้ลูกประคบ โดยในลูกประคบนั้นเป็นลูกประคบสมุนไพรที่ภายในลูกประคบจะเป็นสมุนไพรต่างๆ อาทิเช่น ขมิ้น ไพร ใบส้มป่อย การบูร เป็นต้น และลูกประคบเป็นประเภทประคบร้อน วิธีการใช้คือต้องนำลูกประคบมาคลึงตามร่างกายของคุณแม่หลังคลอดและเต้านม และหากต้องการรักษาแผลหลังจากคลอดลูกให้นั่งทับลูกประคบร้อน 1 ลูก นอกเหนือจากจะช่วยรักษาแผลการนั่งทับลูกประคบยังช่วยให้หายเมื่อยได้อีกด้วย  2. อาบน้ำสมุนไพร วิธีการอันนี้ไม่ยากเลย เพียงแค่นำสมุนไพรไทย อาทิเช่น ขมิ้น ตะไคร้ ใบมะกรูด ไพล เป็นต้น นำไปต้มกับน้ำเมื่อต้มเสร็จก็นำมาอาบ โดยเวลานำมาอาบก็เอกอุณหภูมิที่อุ่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้สมุนไพรนั้นช่วยบำรุงผิวพรรณและช่วยให้คุณแม่ขับน้ำคาวปลาได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง  3. อยู่ไฟโดยใช้นึ่งหม้อเกลือ วิธีการไม่ยาก ทำได้โดยการนำเอาเกลือที่เป็นเม็ดๆใส่ในหม้อดิน ตั้งไฟจนเกลือเม็ดสุก แล้วห่อด้วยผ้าขาวและใบพลับพลึง นำไปประคบตามร่างกาย ความร้อนจากเกลือจะทำให้รูขุมขนของคุณแม่หลังคลอดเปิดออกทำให้เมื่อประคบด้วยลูกประคบสมุนไพร ทำให้สมุนไพรเข้าไปตามรูขุมขนได้ง่ายอีกด้วย  4. ไฟชุดตำราหลวง ลักษณะเป็นไฟชุดสำเร็จรูปเป็นที่คาดเอว โดยลักษณะของมันจะเป็นกล่องนำความร้อนด้วยก้านแท่งบรรจุอยู่ในช่องผ้า คล้ายกับเข็มขัด ขนาดใหญ่ช่วยให้อยู่ไฟได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน จะบอกว่าแม่ของดิฉันเองก็ใช้วิธีนี้ในการอยู่ไฟเช่นกัน  5. การนวดคลายเส้น อันนี้ไม่ได้อยู่ในเรื่องของการอยู่ไฟ แต่เราเอามาฝากถือว่าเป็นตัวช่วย เพราะการนวดคลายเส้น คลายกล้ามเนื้อตามจุดต่างๆของร่างกาย อาทิเช่น ศีรษะ ... Read More »

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรทานอะไรบ้าง

การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ย่อมมีผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการในด้านต่างๆของทารก

การกินตามหลักโภชนาการ สำคัญกับแม่ท้องและลูกน้อย เพราะอาหารบางชนิด อาจมีผลต่อร่างกาย ทำให้เจ็บป่วยที่ชาวบ้านเรียกว่าอาหารแสลงของแม่ท้อง คุณแม่จึงต้องระมัดระวัง ใส่ใจกับเรื่องกินมากขึ้น วันนี้ขอนำเสนอรายการที่แม่ท้องควรระวังค่ะ  -          หอยถึงจะเป็นอาหารที่มี ไอโอดีนสูง แต่ก็มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง เช่นกัน เช่น หอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ คุณแม่ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรงดกิน แต่ถ้าต้องการกินสิ่งที่ต้องใส่ใจก็คือเรื่องความสด สุก สะอาด เพื่อป้องกันเรื่องเชื้อโรค อาการท้องเสียมาเยือน  -           ผักเครือเถาผักยอดอ่อน เช่น ตำลึง ยอดมะระ ยอดฟักทอง จะมีสารพิวรีน (Purin) สูง เมื่อย่อยแล้วจะกลายเป็นกรดยูริก หากคุณแม่เป็นโรคเก๊าท์ แล้วจะกินอาหารชนิดนี้ ก็อาจกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีกรดยูริกมากขึ้น มีอาการมากขึ้นได้ ดังนั้น เวลากินอาจต้องเด็ดเถาของผักพวกนี้ออกก่อน  -           อาหารรสจัด เผ็ดร้อนอาหารรสจัด เป็นอาหารที่แม่ท้องหลายคนชอบ ไม่ว่าเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หรือเค็มจัด ทั้งนี้อาหารรสจัดเผ็ดร้อน ถือว่าเป็นของแสลงที่แม่ท้องควรจะระมัดระวังกับผลข้างเคียงที่จะตามมา เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง และหากรุนแรงมากก็อาจเกิดการติดเชื้อ อาหารเป็นพิษค่ะ  -          อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารสำเร็จรูปหลักโภชนาการที่ถูกต้อง แนะนำแล้วว่า เนื้อสัตว์ทุกชนิดต้องปรุงให้สุก เพื่อป้องกันเชื้อโรคและพยาธิ ส่วนจะเลือกปรุงแบบไหนก็ตามสไตล์ที่ชื่นชอบ สำหรับอาหารกระป๋อง มีสารอาหารที่ได้รับค่อนข้างน้อยกว่า การปรุงสด และมีการเติมสารปรุงแต่งอาหารมาก หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยง หรือหากจะกิน ก็ต้องเลือกแบบปลอดภัย ไม่มีรอยบุบ ขึ้นสนิม บวม หรือมีกลิ่น  -           เครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่แนะนำ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ก็ไม่ถึงกับห้ามโดยเด็ดขาด แค่ควรกินให้เหมาะสม คือกินแต่น้อยจะดีกว่า หากดื่มเป็นประจำ กินในปริมาณมากเกินไป ก็ส่งผลเสียกับร่างกายของคุณแม่ และลูกน้อย โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 และ 3 แม่ท้องควรเลี่ยงอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานได้ง่าย ๆ ค่ะ Read More »

อาหารฟื้นพลังของลูกน้อยเมื่อยามป่วย

ซุปไก่ตุ๋นจอมซ่า

เมื่อลูกป่วย ร่างกายของเขาต้องการพลังงานจากอาหารมาช่วยฟื้นตัวจากอาการป่วยไข้ หากลูกได้รับอาหารเหมาะสม จะช่วยให้อาการป่วยไข้หายเร็วขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อลูกป่วยสภาพร่างกายและจิตใจของลูกจะเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เด็กอาจอ่อนเพลีย กินอาหารได้น้อยลง หรือไม่อยากกินอะไรเลย ร้องไห้ งอแง ซึม เด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ที่เมื่อร่างกายไม่สบายจิตใจก็ไม่นึกอยากกินอะไร ในช่วงที่ลูกป่วยนี้พ่อแม่จึงต้องจัดเตรียมอาหารสำหรับลูกเป็นพิเศษ และคอยเอาใจใส่ให้ลูกกินอาหารให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูร่างกายสำหรับการป่วยแต่ละอย่าง อาหารที่จัดให้เด็กอาจต้องมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง  ซุปไก่แก้หวัด โรคหวัดเป็นโรคยอดฮิตในเด็ก และเป็นได้บ่อยเกือบตลอดทั้งปี พบว่าเป็นกันมากในช่วงฤดูฝน หวัดไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่ต้องเอาใจใส่ในการดูแลรักษาพอสมควร เมื่อเป็นหวัดเด็กมักจะกินอาหารได้น้อยลง อ่อนเพลีย การรักษาโรคหวัดที่ดีที่สุด คือ พักผ่อนให้มาก กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำเยอะ ๆ ซึ่งควรจะเป็นน้ำอุ่น เพราะน้ำเย็นจะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายชะลอตัวลง ในขณะที่น้ำร้อนหรือน้ำอุ่น ๆ จะช่วยบรรเทาอาการคั่งของทางเดินหายใจได้ดี ช่วยให้ชุ่มคอ และการสูดไอน้ำเข้าทางจมูกยังช่วยทำให้อาการคัดจมูกลดลง หรือจะทำเป็นน้ำมะนาว น้ำมะตูม หรือน้ำผลไม้อุ่น ๆ ก็ได้ อาหารที่บรรเทาโรคหวัดและโรคทางเดินหายใจได้อีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ซุปไก่ คุณแม่สามารถทำเองได้ หรือหาซื้อได้ตามร้านอาหารทั่วไป เพราะในซุปไก่มีกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ช่วยในการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ สามารถลดอาการไอ และเจ็บหน้าอกจากโรคหวัดได้ ในเด็กโตหน่อยอาจเติมหอม กระเทียมสับละเอียด และพริกไทยลงไปในซุปไก่ด้วยก็ได้ เพราะหอม กระเทียมก็มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการหวัด ได้ และการกินซุปไก่เพื่อบรรเทาอาการหวัดนั้นควรตักจิบทีละช้อนช้า ๆเด็กที่เป็นหวัดมักเบื่ออาหารนอกจากซุปไก่แล้ว ควรจะให้ลูกดื่มน้ำเต้าหู้ น้ำแกง น้ำผลไม้มาก ๆ เพื่อทำให้น้ำมูกไม่เหนียวข้น และช่วยให้เด็กสดชื่น ลูกเป็นไข้มักเบื่ออาหาร เด็กที่เป็นไข้จะเบื่ออาหาร บางครั้งอาจมีอาการอาเจียน หรือปวดท้องร่วมด้วย ทำให้กินอาหารและน้ำน้อยลง ซึ่งการขาดน้ำและอาหารยิ่งทำให้เด็กอ่อนเพลียและมีไข้สูงยิ่งขึ้น พ่อแม่จึงควรพยายามให้ลูกดื่มน้ำหรือของเหลวอื่น ๆ เพิ่มให้มากขึ้น เพื่อป้องกันเซลล์ของร่างกายขาดน้ำและเพื่อช่วยลดไข้ด้วย เช่น ให้ดื่มน้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำแกง ซุป นม หรือน้ำเต้าหู้ ส่วนอาหารอื่น ๆ ในช่วงนี้ควรเป็นอาหารอ่อน ๆ เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย เป็นอาหารที่มีน้ำเพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เร็วขึ้น ควรเป็นอาหารที่มีกากใยน้อยเพื่อไม่ให้ระคายเคืองแก่ระบบทางเดินอาหารด้วย เช่น โจ๊กเละ ๆ ที่ไม่ข้นมาก หรือข้าวต้ม ใส่เนื้อสัตว์บดละเอียด เช่น หมูบด ไก่บด เป็นต้น หรือถ้าจะให้อาหารปกติก็อาจจะเป็นข้าวกับแกงจืด เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่ปัญหาก็คือ ... Read More »

ลูกน้อยกับการฉีดวัคซีน

เด็กแรกเกิด – 1 ปี เป็นช่วงอายุที่ต้องได้รับวัคซีนมากที่สุด

การมีลูกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยใช่ไหมละ เพราะว่านอกเราคนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องเลี้ยงดูลูกน้อยของเราให้เจริญเติบโตแล้ว แค่เจริญเติบโตทางร่างกายคงจะไม่พอ เพราะว่านอกจากจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่โตตามวัยแล้ว ในเรื่องของโรคภัยนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะลูกน้อยของเรานั้น จะได้มีสุขภาพกายที่ดีแบบเต็มร้อย ดังนั้นวิธีการป้องกันโรคต่างๆของลูกน้อย การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี คงจะไม่พ้นการฉีดวัคซีนให้กับลูกน้อย แต่ก็มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยเลยที่จะกังวลในเรื่องของการฉีดวัคซีนเพราะว่าหากฉีดไม่ถูกต้องแล้ว หรือว่าผลข้างเคียงหลังจากฉีดจะมีหรือไม่นั้นก็อาจจะสร้างข้อข้องใจได้เช่นกัน ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงไม่พลาดที่จะนำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนมาฝากกันว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยดีกว่า  การฉีดวัคซีนมีอันตรายหรือไม่หนอ มาเริ่มกันที่หัวข้อแรกกันเลย ว่าด้วยความอันตรายหรือผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่รับวัคซีนไปแล้ว ประเด็นแรกคือ มีอันตรายหรือไม่ ตอบได้อย่างทันควันเลยว่าไม่มีอันตรายใดๆ เพราะในปัจจุบันกระบวนการผลิตวัคซีนนั้นถือว่าทันสมัยเอาเสียมากๆ ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้น ต่อมาในส่วนของผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกน้อยรับวัคซีนไปแล้ว ในเรื่องนี้นั้น ขอบอกเลยว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่หลังจากที่ลูกน้อยของคุณรับวัคซีนไปแล้วจะมีอาการมีไข้หรือตัวร้อนรุมๆ วิธีแก้ง่ายๆคือให้ยาลดไข้ปกติ ไม่ต้องไปฉีดวัคซีนซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามโอกาสที่ลูกน้อยจะสามารถติดไข้ได้สูงหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนนั้น มักจะเกิดกับเด็กที่เคยมีประวัติลมชักหรือคนในครอบครัวเป็น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบไว้ก่อนที่จะรับวัคซีนทุกครั้ง นอกเหนือจากนั้นนอกจากจะแจ้งให้ทราบในส่วนของลูกน้อยที่เคยประวัติในครอบครัวเป็นลมชัก เรามาเสริมกันอีกนิดหนึ่งว่า มีอาการใดๆนอกเหนือจากนี้อีกไหม ที่ลูกน้อยเป็นแล้ว จำเป็นจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนได้รับวัคซีนบ้าง  อาการแรกคือ ลูกน้อยของคุณมีอาการเป็นไข้ไม่สบาย อีกทั้งยังได้รับยาปฏิชีวนะอยู่ด้วย อาการที่สองคือ  ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงหลังจากได้รับวัคซีนที่รุนแรง อาทิเช่น มีไข้ขึ้นสูงมากๆ คือเกิน 40 องซาเซลเซียส เป็นลมพิษ ชัก ซึ่งเด็กจำพวกนี้จะไม่ควรรับวัคซีน ไอกรน ควรให้วัคซีนคอตีบและบาดทะยัก อาการที่สามคือ  กลุ่มเด็กที่มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด อาการที่สี่คือ  หากคนในบ้านของลูกน้อยที่มารับวัคซีนเป็นโรคขาดภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่กำเนิดแล้วละก็ ควรจะแจ้งให้คุณหมอทราบ เพื่อให้ท่านให้วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทานแก่เด็กมา เพราะอาจจะทำให้วัคซีนโปลิโอนั้นไปติดเป็นอัมพาตได้นั่นเอง อาการที่ห้าคือ หากเด็กที่ให้วัคซีนเป็นเอดส์ควรแจ้งเพราะจะไม่ควรรับวัคซีนป้องกันวัณโรค  ต่อมาเป็นเรื่องของการเฝ้าระวังผลแทรกซ้อนหลังจากลูกน้อยรับวัคซีนที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทราบ 1. หลังจากที่ลูกน้อยของคุณได้รับวัคซีนมาแล้ว สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทราบและสังเกตการณ์ก่อนคือ อุณหภูมิของลูกน้อย ทั้งนี้เพราะในเด็กบางรายอาจจะมีไข้ อาจจะตัวรุมๆ และก็มีเด็กอีกบางรายที่ได้รับผลแทรกซ้อนค่อนข้างรุนแรงคือ มีไข้สูงมากๆ เริ่มแรกถ้าวัดอุณหภูมิร่างกายมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ควรจะทำการเช็คตัวและให้ยาลดไข้ แต่ถ้ามีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียสหรือมีไข้นานกว่า 24 ชั่วโมงควรพาลูกน้อยไปหาคุณหมอ 2. สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทราบไว้ เพื่อไม่ให้เกิดอาการตกใจเมื่อมีผลแทรกซ้อนขึ้นมาคือ วัคซีนบางตัวอาทิเช่น วัคซีนป้องกันไอกรน เมื่อลูกน้อยได้รับวัคซีนชนิดนี้เข้าไปแล้ว อาจจะทำให้บริเวณที่คุณหมอฉีดวัคซีนเข้าไปมีอาการบวมแดงได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะหาผ้าเย็นมาประคบบริเวณนั้นเพื่อลดอาการบวมและปวด แต่หากผ่านไปประมาณ 48 ชั่วโมงหรือสองวันลูกน้อยยังไม่หายและยังมีอาการบวมแดงมากกว่า อันนี้คงต้องพาไปหาคุณหมอแล้ว และวัคซีนอีกตัวคือวัคซีนป้องกันโรคหัด วัคซีนตัวนี้อาจจะทำให้ลูกน้อยของคุณไอ มีน้ำมูก ผื่น และไข้ขึ้นได้ ประมาณ 10 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีน เป็นต้น เมื่อพาลูกน้อยไปรับวัคซีนเราจะจับลูกน้อยอย่างไรดีหนอในตอนนั้น แน่นอนว่าคงจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกน้อยแสนน่ารักของเราจะกลัวเข็มเวลาที่จะรับวัคซีน ดังนั้นงานของคุณพ่อคุณแม่เลยคือการอุ้มลูกน้อยหรือจับลูกน้อยอย่างไรให้เขาเกิดความกังวลน้อยที่สุด ... Read More »

ตั้งครรภ์แล้วท้องแข็งบ่อย อันตรายหรือไม่?

อาการท้องแข็งนั้นเกิดจากการบีบตัวของมดลูกนั่นเอง

เมื่อดูจากหัวข้อแล้ว คุณแม่ที่ตอนนี้ต่างตั้งคำถามในกระทู้เว็บบอร์ดต่างๆต้องมาดูแล้ว เพราะดิฉันเห็นว่า คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ตอนนี้กำลังกลัวอาการท้องแข็งมากๆ ทั้งนี้ที่กลัวก็ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแต่ว่าคงจะกลัวว่าจะมีผลอะไรกับลูกน้อยของเราหรือเปล่านั่นเอง โดยปกติแล้วอาการท้องแข็งของคุณแม่นั้นก็จะมีสองแบบคือเจ็บๆหายๆ กับเจ็บอยู่ตลอดเวลาและมีท่าทีว่าจะไม่หาย ถ้าเป็นกรณีที่สองต้องขอบอกเวลา เตรียมตัวพบแพทย์ได้เลย อันนี้คือเรากล่าวกันคร่าวๆในบทนำกันไปแล้ว ดังนั้นวันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์แล้วท้องแข็งมาฝากกัน มาดูกันเลยดีกว่า คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า ท้องแข็งนั่นเกิดจากอะไรเอ่ย ? อาการท้องแข็งนั้นเกิดจากการบีบตัวของมดลูกนั่นเอง โดยเราสามารถที่จะสังเกตได้จากเวลาที่เรามีประจำเดือนเราจะมีความรู้สึกคือปวดท้องมาก นั่นก็เป็นเพราะว่ามดลูกกำลังบีบตัวอยู่ เช่นเดียวกันกับเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์แน่นอนว่า มดลูกขยายใหญ่ขึ้น การบีบตัวก็ต้องมีมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา รวมไปถึงเลือดที่มาเลี้ยงมดลูกก็น้อย จึงทำให้มีอาการท้องแข็งนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามอาการท้องแข็งอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากว่าคุณแม่มีอาการท้องแข็งมากเกินไป ก็ถือว่าไม่เป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าคุณแม่นั้นอาจจะมีสิทธิ์คลอดลูกก่อนกำหนดได้  แล้วเราจะสามารถทราบได้อย่างไรว่าท้องแข็งแบบไหนอันตราย ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่า อาการท้องแข็งนั้นมีได้ทั้งหมด 2 แบบ คือ ท้องแข็งจริงและท้องแข็งลวง 1. ท้องแข็งจริง ท้องแข็งจริงๆนั้นถือว่าเป็นท้องแข็งที่อันตรายเอาเสียมากๆ โดยท้องแข็งจริง ตัวคุณแม่จะสามารถสังเกตได้จาก เมื่อคุณแม่ใช้มือของตัวเองคลำไปที่ท้องของตนแล้วจะพบว่าท้องนั้นเป็นก้อนแข็งๆ อีกทั้งยังมีอาการปวดท้องที่ยาวนานไม่ยอมหายสักที และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ มีเลือดออกร่วมด้วย เอาเป็นว่าถ้าเป็นแบบนี้ต้องรีบไปหาแพทย์ให้ไวที่สุด เพราะคุณอาจจะแท้งได้ หากอายุครรภ์ไม่ถึง 5 เดือนและอาจจะคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งอาจจะนำพาผลร้ายมาที่ลูกน้อยคือไม่แข็งแรงนั่นเอง 2. ท้องแข็งลวง ท้องแข็งลวงนั้นส่วนใหญ่มักจะเกิดจากระบบกระเพาะอาหารของคุณแม่เองที่มีลมในกระเพาะอาหารมากเกินไปหรือที่เราเข้าใจและรู้จักกันว่าท้องอืดนั่นเอง วิธีสังเกตคือเมื่อคุณแม่ใช้มือคลำไปที่หน้าท้องของตนเอง จะตึงที่ผนังหน้าท้องและอาการเจ็บท้องก็จะไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวหาย ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายเท่าใดนัก แต่อาจจะส่งผลให้มดลูกบีบตัวและไปชนกับตัวของลูกน้อยแต่ทำให้ลูกดิ้นเท่านั้นเอง  และท้ายที่สุดก่อนจะจากกันวิธีการระวังท้องแข็งที่ดีที่สุดคือการระมัดระวังในทุกๆอิริยาบถเวลาที่จะเดินก็ควรจะระมัดระวังไม่ใช่โลดโผน อย่าลืมว่าคุณมีลูกน้อยอยู่ เพราะไม่อย่างนั้นละก็หากท้องแข็งจริงๆคุณมีสิทธิ์แท้งลูกได้นะ Read More »

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นภูมิแพ้ขณะตั้งครรภ์

หอบหืดก็คือหนึ่งในภูมิแพ้ชนิดหนึ่งนั่นเอง

ภาวะภูมิแพ้เกิดได้ทั้งกับเด็ก ๆ ผู้ใหญ่รวมไปถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ยิ่งแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายเป็นผลให้อาการแตกต่างจากก่อนตั้งครรภ์ วันนี้มีข้อมูลเรื่องภูมิแพ้ของแม่ตั้งครรภ์มาบอกค่ะ เหตุผลที่ต้องระวังภูมิแพ้แม่ตั้งครรภ์ เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์จะส่งผลให้เกิดการคั่งของเลือดบริเวณเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูก ทำให้รู้สึกแน่นจมูกส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเอง ก็ทำให้เกิดการหายใจไม่สะดวก ทั้งนี้ อาการจะมากขึ้นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ หอบหืดนั้น อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตทั้งคุณแม่และลูกได้ เนื่องจากลูกน้อยรับออกซิเจนผ่านทางสายสะดือ หากคุณแม่มีอาการภูมิแพ้ที่รุนแรง ออกซิเจนในเลือดจะลดต่ำลง ทำให้ลูกได้รับออกซิเจนน้อยลงไปด้วย ส่งผลให้ลูกมีการเจริญเติบโตช้า น้ำหนักน้อย,คลอดก่อนกำหนด หรือเสียชีวิตได้หากขาดออกซิเจนรุนแรง (คุณหมอสามารถตรวจดูความผิดปกติได้ด้วยการทำอัลตร้าซาวนด์ ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของคุณหมอเป็นสำคัญ) ดังนั้น คุณแม่ต้องคอยสังเกตถึงอาการ และดูตัวเองให้เหมาะสมห่างจากปัญหา การเจ็บป่วย ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพทั้งต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย ภูมิแพ้ เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่มีปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ละอองเกสรขนสัตว์ หรืออาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเลอาหารประเภทแป้ง ฯลฯ เมื่อหายใจหรือสัมผัสสิ่งเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดโรค และมีอาการมากกว่าคนทั่วไป อาการภูมิแพ้ ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ อาการจาม น้ำมูกไหล คันตา คันจมูกคันหู หูอื้อ น้ำตาไหล มีเสมหะในคอ ไอ หรือมีผื่นคัน ในรายที่รุนแรงอาจหอบเหนื่อยด้วย และภูมิแพ้ที่พบได้มากในแม่ตั้งครรภ์ก็คือ หอบหืด เป็นภูมิแพ้ ทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลมทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการไอแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หายใจไม่สะดวก และเหนื่อยง่าย และหอบเหนื่อยได้ง่าย และหากมีอาการบ่อยๆหรือในรายที่มีอาการรุนแรง ก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน จมูกอักเสบ คุณแม่ที่มีอาการภูมิแพ้ก่อนตั้งครรภ์มักมีอาการจาม และคันรอบๆ จมูกหรือตา ส่วนอาการที่เกิดขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ จะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ เกิดจากเลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณโพรงจมูก และการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกขณะตั้งครรภ์ ซึ่งจะเป็นเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ อาการจะหายเองใน 2 สัปดาห์หลังคลอด ผื่นแพ้ผิวหนังเป็นภูมิแพ้ที่แสดงอาการทางผิวหนัง คือมีผื่นแดงคันอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่ เช่น ใบหน้า คอ ข้อพับบริเวณต่าง ๆ ตามร่างกาย หรือกระจายไปตามร่างกายส่วนต่าง ๆ ก็ได้ หากอาการไม่รุนแรงมากก็อาจสร้างความรำคาญใจให้คุณแม่หงุดหงิดง่าย สิ่งที่ต้องระวังคือ การติดเชื้อจากแผลถลอกที่คุณแม่เกานั่นเองค่ะ  รู้ทันห่างไกลภูมิแพ้ ปกติคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ มักมีอาการเหนื่อยง่ายอยู่แล้ว เช่น เดินบ่อย ๆ จึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้มาก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจ และแน่ใจได้ว่าตัวเองเป็นหรือไม่ ... Read More »

สุขภาพลูกน้อย เริ่มต้นจากแม่ดูแลตัวเอง

สุขภาพลูกน้อย เริ่มต้นจากแม่ดูแลตัวเอง

เพราะสุขภาพของแม่เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอนาคตลูก บริษัท ดูเม็กซ์ จำกัด โดย สถาบันนิวทริเซีย สถาบันวิจัยระดับโลกที่เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการในระยะแรกเริ่มของชีวิต คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเป็นครั้งแรกสำหรับแม่ระยะให้นมบุตรโดยเฉพาะ พร้อมเปิดตัวโครงการ “มาม่า พรีไบโอโพรเทก พื้นฐานที่ดีเริ่มต้นจากแม่” ส่งเสริมแม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นมบุตรดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูก เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริเวณเซ็นทรัล คอร์ท ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในงานจัดมุมสำหรับให้นมบุตร มุมให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ และมุมให้ข้อมูลเรื่องสารอาหารของคุณแม่เพื่อให้ลูกรักเติบโตอย่างสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ยังมีมุมอาหาร โดยคุณแม่คนสวยที่ชอบทำอาหาร แบม-จณิสตา จรูญสมิทธิ์ มาแนะนำเมนูพานาคอตต้าที่มีส่วนผสมขององุ่น สตรอเบอร์รี่ และนมจากมาม่า พรีไบโอเทก เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ และเมนูแอปเปิ้ล จินเจอร์ มัฟฟิน โลว์แฟ็ต มีส่วนผสมของแอปเปิลและขิง ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้โลหิตหมุนเวียนดี และช่วยขับนํ้านม นอกจากนี้ยังแนะนำการแต่งกายสำหรับคุณแม่ยุคใหม่จาก เปิ้ล-จริยดี สเปนเซอร์ เซเลบริตี้คนดังและพิธีกรมากความสามารถที่กำลังตั้งท้องได้ 6 เดือน เผยว่า เริ่มตั้งครรภ์ก็มีความกังวลรูปร่างจะเปลี่ยนไป จะแต่งตัวอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้คุณแม่หลายคนกลัวไม่สวยและขาดความมั่นใจ ตัวเองตอนนี้นํ้าหนักขึ้นมา 10 กิโลกรัม โดยเฉพาะช่วงแขนและขาซึ่งคุณหมอบอกว่ารูปร่างใหญ่ขึ้นเพื่อที่รับนํ้าหนักลูก ตัวเองก็อยากปกปิดส่วนนั้นแต่หาเสื้อผ้าใส่ค่อนข้างยากจึงตัดสินใจตัดเอง ส่วนตัวชอบสไตล์เรียบโก้ ช่วงล่างใหญ่ก็ปิดเอาไว้และเน้นเนื้อผ้าสวมใส่สบาย ๆ คิดว่าเป็นคุณแม่ก็สวยได้ การได้เป็นคุณแม่มีความกังวลอยู่แล้ว ถ้ากังวลจะทำให้จิตใจหดหู่ ฉะนั้นคุณแม่ต้องเสริมสร้างความมั่นใจเมื่ออารมณ์ดีผลที่ได้ก็ส่งต่อไปยังลูกน้อยด้วย ด้าน รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล นักวิชาการประจำกลุ่มวิชาโภชนาการ ม.มหิดล ให้ความรู้ว่าเมื่อเริ่มตั้งครรภ์คุณแม่ต้องเตรียมตัวมากเพราะสุขภาพของแม่สำคัญที่สุด และต้องการสารอาหารที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อใช้ผลิตนํ้านม ทำได้ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มผัก และผลไม้ที่จะช่วยในเรื่องวิตามินซี รวมถึงโปรตีนคุณภาพดีจากปลาทะเล ปัจจุบันคุณแม่ไทยให้นมลูกยังขาดสารอาหารมากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์เพราะคิดว่าบำรุงพอแล้ว แต่ความจริงคุณแม่ต้องการสารอาหารที่ดี และดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารผ่านทางนํ้านม  ข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th/Content/women/255800/ Read More »

สารอาหารที่สำคัญสำหรับคุณแม่ยามตั้งครรภ์

เพราะสารอาหารนั้นมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับลูกน้อยและคุณแม่ยามตั้งครรภ์

  เพราะสารอาหารนั้นมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับลูกน้อยและคุณแม่ยามตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่นั้นจำเป็นต้องรู้และต้องทราบว่า มีสารอาหารประเภทใดบ้างที่คุณแม่ยามตั้งครรภ์จำเป็นที่จะต้องได้รับเพื่อเสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย ว่าแต่สารอาหารหลักๆนั้นจะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า 1.  กรดโอเมก้า 3 กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยกรดไขมันชนิดนี้จะพบได้มากกับปลาทะเลน้ำลึก อาทิเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน เป็นต้น รวมไปถึงสัตว์ทะเลประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น ปลาดุก และกุ้งน้ำจืดบางชนิดก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่นกัน นอกเหนือจากนี้ในธัญพืชก็มีเช่นกัน ว่าแต่กรดโอเมก้า 3 มีความจำเป็นต่อร่างกายของคุณแม่อย่างไรบ้าง? กรดโอเมก้า 3 นั้นช่วยในเรื่องของการพัฒนาระบบประสาทและสมองของลูกน้อยในครรภ์ แน่นอนว่ามีผลกับลูกน้อยในอนาคต เพราะว่ามันเป็นสารอาหารที่จำเป็นในเรื่องของการพัฒนาความจำและการเรียนรู้ อีกทั้งในตัวคุณแม่เองหากได้รับสารโอเมก้า 3 อย่างสม่ำเสมอในตอนที่ตนเองตั้งครรภ์ ช่วยให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นอีกด้วย 2. กรดโฟลิค กรดโฟลิคถือว่าเป็นอีกกรดหนึ่งที่มีความจำเป็นเอาเสียมากๆสำหรับคุณแม่ยามตั้งครรภ์ เพราะกรดโฟลิคนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หากจะยกตัวอย่างอาการที่ผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นกับลูกน้อยในครรภ์ได้ คือ ความผิดปกติของกระดูกสันหลังของลูกน้อยหรือที่เรียกว่า Spina Bifida ดังนั้นคุณแม่ควรหาอาหารที่มีกรดโฟลิคสูงมากินเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น ผักใบเขียวอย่างบล็อคโคลี่ ถั่วฝักยาว กระหล่ำปลี ส้ม และถั่วประเภทต่างๆ ซึ่งควรจะกินให้มากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ประมาณ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครภ์ 3. ธาตุเหล็กกับวิตามินซี ธาตุเหล็กนั้นถือว่าเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างมาก ตลอดของการตั้งครรภ์เลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะธาตุเหล็กนั้นมีความสำคัญมากต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกายของคุณแม่ รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์อีกด้วย อันตรายหรือไม่หาก คุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ตอบเลยคือ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็ก จะมีความเสี่ยงในเรื่องของโรคโลหิตจาง และสาเหตุของโรคโลหิตจางนี้นั้น จะเป็นเหตุทำให้คุณแม่ไม่สบาย รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่าย ดังนั้นหากคุณแม่ไม่สามารถที่จะหาอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมาเสริม ทางด้านของคุณหมอก็จะให้ยาเม็ดที่เสริมธาตุเหล็ก แต่ถ้าคุณแม่กินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงก็ไม่จำเป็นที่ต้องกินยาเม็ดนี้ โดยอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงนั้นก็ได้แก่ เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ รวมไปถึงซีเรียล ธัญพืชต่างๆ และที่เรานำเรื่องของธาตุเหล็กมาผสมในส่วนของวิตามินซี เพราะว่าวิตามินซี นั้นช่วยให้ร่างกายสามารถที่จะดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น พบได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อาทิเช่น ส้ม เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามการหาธาตุเหล็กมาเสริม เพื่อช่วยป้องกันภาวะโรคโลหิตจางนั้น ไม่ควรที่จะกินตับมากเกินไป เพราะถึงแม้ว่ามันจะมีธาตุเหล็กสูงก็จริง แต่ในตับก็มีวิตามินเอ มากเหมือนกัน อีกทั้งหากตัวคุณแม่เองได้รับวิตามินเอที่มากเกินไป มันจะส่งผลเสีย ต่อลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย 4. วิตามินเสริมอื่นๆ วิตามินเสริมที่ว่านี้นั้น หมายถึงวิตามินเม็ด ถามว่ามีความจำเป็นมากไหม ต้องบอกว่าในช่วงระยะเวลาที่ตั้งครรภ์อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องกินวิตามินเสริม ... Read More »

เมื่อลูกน้อยท้องผูก…คุณแม่ควรทำอย่างไรดี

เมื่อลูกน้อยท้องผูก...คุณแม่ควรทำอย่างไรดี

อูย…. ลูกน้อยของเราท้องผูก ฮึบๆ สู้ๆนะลูกจ๋า แหม เมื่อมาถึงตรงนี้น่าจะพอทราบกันดีว่าเราจะมาพูดถึงเรื่องอะไรกันหนอ แน่นอนว่าปัญหาท้องผูกของลูกน้อยนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการถามไถ่กันเข้ามาที่เว็บบอร์ดพอสมควรเลยทีเดียว เพราะคุณแม่ต่างก็หนักใจมาก อย่างว่าเห็นลูกน้อยเจ็บ คุณแม่เองก็รู้สึกเจ็บแทน บางทีอาจจะอยากจะเจ็บแทนด้วยซ้ำไป อีกทั้งการที่ลูกน้อยของคุณแม่ท้องผูกบ่อยๆนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีอีกด้วย เพราะการท้องผูกอาจจะให้รูทวารเป็นแผล และอาจจะเป็นริดสีดวงได้นั่นเอง ดังนั้นวันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะมาขอนำเสนอวิธีการช่วยให้ลูกน้อยท้องผูกน้อยลงมาฝากคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายกัน โดยวิธีที่จะทำให้ลูกน้อยท้องผูกน้อยลงนั้น เรามีมาฝากด้วยกัน 3 วิธี ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่า  วิธีที่ 1 ดื่มน้ำไว้สิ รับรองไม่ผูก การดื่มน้ำนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับระบบขับถ่ายโดยตรง หากจะให้ยกตัวอย่างแล้วละก็ ตัวนักเขียนเองมีเพื่อนที่เป็นคุณแม่มือใหม่ค่อนข้างเยอะพอสมควร มีลูกชายของเพื่อนคนหนึ่ง เด็กคนนี้เป็นคนที่ชอบกินน้ำเอาเสียมากๆ ต้องบอกว่าพอกินนมหมดขวดก็จะต้องต่อด้วยน้ำทันทีเลย อีกทั้งถ้าไม่มีน้ำแล้วละก็เขาก็ร้องจะกินน้ำก็ว่าได้ ผลที่ออกมาคือ ลูกชายของเพื่อนดิฉันคนนี้มีระบบขับถ่ายที่ดี ลูกน้อยสามารถถ่ายได้วันหนึ่ง 2-3 ครั้งเลยทีเดียว  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าน้ำนั้นจะช่วยให้อุจจาระนิ่มและมีความชุ่มชื้นไม่แข็งเป็นก้อน และไม่ทำให้เกิดท้องผูกนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่ก็ควรจะฝึกหัดลูกน้อยของตัวคุณเองให้กินน้ำเปล่าเยอะๆ เพราะมันช่วยในเรื่องของการขับถ่ายให้ห่างไกลจากท้องผูกได้จริงๆ แต่อาจจะต้องขยันเปลี่ยนผ้าอ้อมก็เท่านั้นเอง วิธีที่ 2 อาหารเสริมก็มีส่วนในเรื่องของการขับถ่ายนะ อาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องขับถ่ายนั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะต้องคัดสรรให้ลูกน้อยสักนิด วันนี้เรามีอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายมาฝากกัน เพื่อเอาไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกให้คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปให้ลูกน้อยกินดู เพราะมันช่วยในเรื่องขับถ่ายได้จริงๆ มีอะไรนั้นมาดูกันเลย 1. กล้วยน้ำว้า: เพราะกล้วยน้ำว้าไม่ได้มีแค่รสชาติหวาน ที่อร่อยถูกปากลูกน้อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กล้วยน้ำว้าถือว่าเป็นอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดีเลยทีเดียว เพราะว่ากล้วยน้ำว้านั้นเป็นผลไม้ มีกากใยสูง อีกทั้งยังกินง่าย นำมาบดให้ลูกน้อยกินเป็นอาหารหลักหรืออาหารว่างระหว่างมื้อก็ได้ รับรองว่าท้องไม่ผูกแน่นอน 2. ผัก: แหม เมื่อพูดถึงผักแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องทำการกุมขมับสักนิด เพราะว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่จะบังคับให้ลูกน้อยแสนซนยอมกินผัก แต่มันก็ไม่ยากเกินไป หากคุณพ่อคุณแม่จะมีเทคนิคสักนิดในการหลอกล่อให้พวกเขายอมกินผัก อาทิเช่น อาจจะมีข้อแลกเปลี่ยนหรือรางวัล หรืออาจจะบดลงไปในอาหารเสริมที่ลูกน้อยกิน ผักที่อยากจะแนะนำ ก็คือ บร็อคโคลี่ ผักขม แครอท หรือผักตำลึง ก็ได้ ผักเหล่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายเพราะมีกากใยสูงแล้ว ยังมีประโยชน์ ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วยนะเออ 3. น้ำผลไม้: พูดถึงเรื่องอาหารเสริมที่แลดูหนักๆไปแล้ว มาปิดท้ายในเรื่องของเครื่องดื่มกันบ้างจะดีกว่า จะข้อแรกที่เราแนะนำว่า กินน้ำเปล่าเยอะๆช่วยในเรื่องขับถ่ายได้ จะบอกว่าน้ำส้มคั้น ก็ช่วยได้เช่นนั้น เพราะส้มนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงมาก ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้แน่นอน เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมีการกะปริมาณในการให้ลูกน้อยกินอย่างเหมาะสมด้วย ไม่เช่นนั้นลูกน้อยอาจจะท้องเสียแทนนะ วิธีการที่ 3 กิจกรรมหรือ Activity นั้นมีความสำคัญในเรื่องของการขับถ่ายด้วยนะ เราไปโฟกัสในเรื่องของอาหารการกินกันมาพอสมควรแล้ว ... Read More »

แพทย์เตือนเด็กโตก่อนวัย เสี่ยงตัวเตี้ย

แพทย์เตือนเด็กโตก่อนวัย เสี่ยงตัวเตี้ย

แพทย์เตือนเด็กมีภาวะ “หนุ่มสาวก่อนวัย” ส่งผลตัวเตี้ย เหตุกระดูกปิดเร็ว มีปัญหาด้านจิตใจ แนะผู้ปกครองสังเกต 5 อาการเสี่ยง เต้านมโตก่อน 8 ขวบ-มีประจำเดือนเร็ว รีบพบแพทย์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.57 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 7 “ภาคีสุขภาพดี เวทีสู่อาเซียน” โดย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในหัวข้อ เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยดีหรือไม่ ทำไมต้องรักษา ว่า ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งด้านพันธุกรรม ด้านภาวะแวดล้อม หรือการรับโภชนาการที่มีฮอร์โมนปนเปื้อน ซึ่งจากงานวิจัยสรุปได้ว่าภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยในเด็กหญิงส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุ และพบได้บ่อยกว่าเด็กชาย ดังนั้นหากเกิดในเด็กชายต้องมีการตรวจเอกซเรย์เพื่อหาโรคอย่างละเอียดทุกราย และเด็กหญิงที่อ้วน จะมีแนวโน้มเป็นสาวเร็ว และมีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ อาการเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย มีลักษณะคือ 1.ในเด็กหญิงอาการเริ่มต้น จะมีเต้านมโตก่อนอายุ 8 ปี แต่หากเป็นเด็กหญิงในช่วงวัย 1-2 ขวบปีแรกมีเต้านมนั้น ไม่จำเป็นต้องรักษา จะหายไปเอง เพราะไม่ใช่โรค แต่เกิดจากการปรับเลี่ยนฮอร์โมน 2.เด็กมีประจำเดือนก่อนวัย 10 ปี 3.เด็กชายจะมีอัณฑะโตก่อน 9 ปี 4.เด็กชายมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ เสียงแตก 5.เด็กจะสูงเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้ผลกระทบที่สำคัญต่อเด็กที่มีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยคือ กระดูกแก่กว่าอายุจริง หยุดความสูงเร็วกว่าเด็กทั่วไป หรือเรียกว่ากระดูกปิดเร็ว ทำให้เตี้ยเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และยังเกิดปัญหาด้านจิตใจมีความผิดปกติด้านอารมณ์ ร่างกายเป็นสาวแต่ใจเป็นเด็ก อาจนำไปสู่การถูกล่อลวงได้ง่าย ดังนั้นหากพบว่าบุตรหลานมีลักษณะเข้าข่ายมีภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อเพื่อวินิจฉัย และให้การรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที ทำให้เด็กกลับสู่สภาพเหมือนเด็กทั่วไป  ข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th/Content/politics/251086     Read More »

p5rn7vb