โยเกิร์ต ช่วยเพิ่มเสริมภูมิคุ้มกันวัยเด็ก

โยเกิร์ต ช่วยเพิ่มเสริมภูมิคุ้มกันวัยเด็ก

นสพ.เดลินิวส์ออนไลน์ ประจำวันที่ 11 เม.ย.57 ได้นำเสนอข่าวให้ทราบว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของไทย ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้สำหรับเด็กวัยเริ่มอาหารเสริม แนะนำ “คุณประโยชน์ 3 คุณค่าเพื่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต” ประกอบด้วยคุณค่าจาก “โยเกิร์ต” เพื่อสมดุลของระบบทางเดินอาหาร “บิฟิดัส-จุลิน ทรีย์มีประโยชน์” เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และ “อาหารเสริมธัญพืช” อุดมด้วยสารอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์สมวัยของลูกน้อย พร้อมคุณแม่มือใหม่ พรทิพย์ สกิดใจ เผยเคล็ดลับการดูแลลูกรัก “น้องภูดิส” ที่บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด อาคารดิออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงาน นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์    วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช กล่าวถึงพัฒนาการของเด็กวัยเริ่มอาหารเสริมว่า เด็กในวัยขวบปีแรกมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ทำให้ต้องเผชิญกับช่วงที่โภชนาการขาดหายไป อันเกิดจากพัฒนาการทางร่างกาย จึงต้องการสารอาหารที่เพียงพอและเหมาะสม ในขณะที่กระเพาะอาหารของเด็กมีความจุน้อยกว่า แต่ต้องการสารอาหารมากกว่าผู้ใหญ่ ทั้งนี้โภชนาการที่ไม่เพียงพออาจนำไปสู่การขาดสารอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและยาว และยังต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ขาดการปกป้อง เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เริ่มลดลงและได้รับนมแม่น้อยลง อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 3-4 ขวบ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และยังเป็นช่วงเวลาที่เริ่มสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมและเชื้อโรคโดยตรง จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้นและเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น  “การกินโยเกิร์ตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กได้ โยเกิร์ตทั่วไปแพทย์ยังไม่แนะนำกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เนื่องจากไม่สามารถย่อยโปรตีนจากนมเต็มสูตรได้ แต่ปัจจุบันมีการคิดค้นโยเกิร์ตที่ปรับปรุงโปรตีนให้เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยผสมลงในอาหารเสริมสำหรับเด็ก เพื่อให้ได้รับคุณประโยชน์เพิ่มขึ้น อีกทั้งองค์การอนามัยโลก และสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้กินโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย เพราะช่วยสร้างสมดุลในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ มีแคลเซียมสูง และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งมีผลวิจัยทางการแพทย์รองรับแล้วว่ามีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ” นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว  ทัศนีย์ สิทธิรัตน์ ณ นครพนม ผู้จัดการฝ่ายชำนาญการพิเศษ ด้านอาหาร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงการดูแลสุขภาพและระบบขับถ่ายของลูกน้อยว่า คุณพ่อคุณแม่หลายท่านประสบปัญหาลูกน้อยมีอาการท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ เนื่องจากระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหารบางชนิดของเด็กวัยแรกเกิดที่มีอายุน้อยกว่า 1 ... Read More »

เปิดใหม่สายด่วน ’1415′ ปรึกษาปัญหาเด็ก

เลขหมายพิเศษ 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้รับบริการ ลดการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของโรค

ผู้สื่อข่าว นสพ.ไทยรัฐออนไลน์ ประจำวันที่ 10 เม.ย.57 รายงานว่า นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการแถลงข่าว “1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก” ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี     (รพ.เด็ก) ซึ่งกรมการแพทย์มีนโยบายสนับสนุนหน่วยงานภายใต้สังกัดในการนำความรู้ ความชำนาญแก้ไขปัญหาสุขภาพสำคัญของประชาชน ทั้งนี้ รพ.เป็นสถาบันเฉพาะทางที่ดูแลรักษาปัญหาสุขภาพของเด็ก มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กทั้งโรคทั่วไป และโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงการพัฒนาระบบบริการโดยการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายบริการส่งต่อองค์ความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายที่รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ จึงมีหมายเลขโทรศัพท์ 1415 ซึ่งสายตรงโรงพยาบาลเด็ก ทางด้าน รศ.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลเด็กรับผู้ป่วยนอกกว่า 300,000 รายต่อปี ผู้ป่วยในกว่า 17,000 รายต่อปี ที่ให้คำปรึกษาแนะนำด้านสุขภาพเด็กทางโทรศัพท์มากว่า 10 ปี โดยใช้เลขหมายโทรศัพท์ 9 และ 10 หลัก มากกว่า 80 เลขหมาย และมีผู้ใช้บริการเกือบ 100,000 ครั้งต่อปี ซึ่งจากการบริการพบว่า เลขหมายยากแก่การจดจำ และไม่สะดวก ระบบไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ จึงได้พัฒนาสู่เลขหมายพิเศษ 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้รับบริการ ลดการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของโรค ทั้งนี้ ยังเป็นหน่วยรับแจ้งเหตุโรคที่สำคัญ โรคอุบัติใหม่และรับผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนรองรับการบริการที่จะก้าวสู่อาเซียนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่เกิดจากการให้บริการทางโทรศัพท์ สามารถลดความยากลำบากในการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เป็นที่พึ่งในการดูแลเบื้องต้นเพื่อลดภาวะวิกฤติก่อนผู้ป่วยมาพบแพทย์ เช่น สายด่วนไข้เลือดออก สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ถึงกว่า 95% หมายเลข 1415 ทดลองเปิดบริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 มีผู้รับบริการเดือนละประมาณ 24,000 ครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกเดือน สะท้อนให้เห็นว่าสามารถตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างดี  ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th/content/415727 Read More »

เตือนพ่อแม่ใช้ที่นั่งนิรภัยให้ลูกป้องกันอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์

Car seat นี้สามารถที่จะได้ช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ ในขณะที่เด็กน้อยยังเล็กอยู่

เมื่อวันที่ 10 เมษายน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าว นสพ.มติชนออนไลน์ ประจำวันที่  10 เม.ย.57 ว่า “เด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการจมน้ำ โดยตัวเลขในปี 2554 พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร 614 ราย   แต่หากเป็นช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์จะมีอุบัติเหตุจราจรเกิดขึ้นกับเด็กทำให้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 9  ในจำนวนนี้เกิดจากอุบัติเหตุโดยสารรถยนต์ร้อยละ 46  ซึ่งพบว่าเด็กที่เสียชีวิตทั้ง 100 % ไม่มีการใช้เข็มขัดนิรภัยหรือที่นั่งนิรภัย จึงต้องบังคับให้เด็กใช้ระบบยึดเหนี่ยวเพื่อยึดตัวเด็กไม่ให้กระเด็นออกนอกรถ โดยเฉพาะควรใช้ที่นั่งนิรภัย” “จากการสำรวจบริเวณทางด่วนหรือปั๊มน้ำมัน พบว่า พ่อแม่คนไทยมีการใช้ที่นั่งนิรภัยเมื่อมีเด็กโดยสารรถยนต์ต่ำมากไม่ถึง 1 %  ซึ่งสาเหตุอาจมาจากไม่ตระหนักถึงความสำคัญ และราคาที่นั่งนิรภัยที่ค่อนข้างสูง  ทั้งที่กฎหมายจราจรกำหนดให้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยในการโดยสารรถยนต์ แต่ในความเป็นจริงทารกหรือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่มีความเหมาะสมและปลอดภัยที่จะใช้เข็มขัดนิรภัย เพราะสายเข็มขัดแนวทะแยงจะพาดคอเด็ก ขณะที่เข็มขัดแนวขวางจะพาดบริเวณท้องเด็ก ซึ่งจะมีอันตรายเพิ่มขึ้น ในการโดยสารรถยนต์ของเด็กต่ำกว่า 9 ปีจึงควรใช้ที่นั่งนิรภัย โดยหากใช้กับเด็กทารก จะลดอัตราตายถึง 70% อายุ 1-4 ปี 47 % และอายุมากกว่า 5 ปี 45 % ” รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว ข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1397121209&grpid=&catid=19&subcatid=1904 Read More »

ปัญหานอนไม่หลับกับคุณแม่ตั้งท้อง

สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเอง

ทำไมแม่ท้องถึงนอนไม่หลับหนอ  สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเองค่ะโดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก ที่ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นกว่าปกติ ทำให้คุณแม่รู้สึกหงุดหงิด อ่อนเพลีย ซึมเศร้า และนอนไม่หลับ หรือบางครั้งก็รู้สึกง่วงนอนมาก ๆ แต่หลับไม่ค่อยสนิท หรือคุณแม่บางคนที่นอนกลางวันมาก ๆ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวลากลางคืนไม่รู้สึกง่วงนอนเท่าใดนัก ขณะที่ไตรมาสที่ 2 ช่วง 3 ถึง 5 เดือนจะมีสาเหตุหลักจากการดิ้นของลูกในท้องประกอบกับช่วงนี้เอง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่ยังคงสูงอยู่ ดังนั้นคุณแม่ก็อาจจะนอนไม่หลับได้เช่นกันค่ะ และไตรมาสสุดท้าย คุณแม่บางคนอาจนอนไม่หลับ เนื่องจากการขยายใหญ่ของหน้าท้อง จึงรู้สึกแน่นท้อง เสียดท้อง ปวดหลัง หรือปวดปัสสาวะจนต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพ หากเป็นเพียงครั้งหรือสองครั้ง คุณแม่ก็แค่ง่วงเหงาหาวนอนตอนกลางวันเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบ่อย ๆ ทุกคืนแล้วล่ะก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ เพราะว่าการนอนไม่หลับทำให้เครียด อาการนอนไม่หลับกับความเครียดเป็นผลที่เกี่ยวเนื่องกันค่ะ เพราะเมื่อคุณแม่นอนไม่หลับ ก็จะก่อให้เกิดความเครียด ยิ่งรู้สึกเครียดก็จะยิ่งวิตกกังวล จนที่สุดก็ยิ่งทำให้นอนไม่หลับ มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง เสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยในแต่ละคืนคุณแม่ควรนอนให้ได้ 8-9 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลและควบคุมฮอร์โมนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด เพราะถ้าคุณแม่นอนไม่พอ อาจทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและก่อให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้นั่นเองลูกในครรภ์เจริญเติบโตได้ช้า เมื่อคุณแม่นอนไม่หลับจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับตามไปด้วย ซึ่งก็อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและสมองของลูกน้อยด้วย เพราะการที่คุณแม่นอนไม่หลับจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย การไหลเวียนของเลือดจะไม่ค่อยดีนัก และเลือดที่ไปเลี้ยงลูกในครรภ์มีประสิทธิภาพต่ำ หรือไม่เพียงพอ เมื่อลูกคลอดออกมามีแนวโน้มที่จะน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐานและการเจริญเติบโตของลูกช้ากว่าที่ควรจะเป็นค่ะ Read More »

สาเหตุสำคัญของการคลอดก่อนกำหนด

การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เราจะเรียกว่าครบกำหนดที่ 38-41 สัปดาห์ คือประมาณ 9 เดือนโดยเฉลี่ย หากคลอดก่อน 37 สัปดาห์ ทางการแพทย์ถือว่าคลอดก่อนกำหนด

การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เราจะเรียกว่าครบกำหนดที่ 38-41 สัปดาห์ คือประมาณ 9 เดือนโดยเฉลี่ย หากคลอดก่อน 37 สัปดาห์ ทางการแพทย์ถือว่าคลอดก่อนกำหนดแต่ทารกที่คลอดก่อนกำหนดน้อย ๆ เช่น 1-2 สัปดาห์ คือคลอดเมื่อ 35 หรือ 36 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ทารกที่จะมีปัญหามาก ๆ คือ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมาก ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยมาก ๆ คือมีน้ำหนักตัวตอนเกิดน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม  ทารกในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทารกที่การตั้งครรภ์สิ้นสุดที่อายุครรภ์ประมาณ 32-33 สัปดาห์ ยิ่งคลอดก่อนกำหนดมากเท่าไรปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น โดยสาเหตุหลัก ๆ มีดังนี้ คุณแม่ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้มากกว่าคุณแม่ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี คุณแม่ที่เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อนหนึ่งครั้งมีโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดครั้งต่อไปมีถึงร้อยละ 25 แต่ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดติดกัน 2 ครั้งโอกาสในท้องต่อไปจะเพิ่มยิ่งขึ้นเป็นร้อยละ 50 ทางแพทย์เชื่อว่าระบบอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บท้องคลอดของคุณแม่คงมีการทำงานผิดปกติ  คุณแม่ที่แท้งบ่อย ๆ มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดในการตั้งท้องต่อมามากขึ้นคุณแม่ที่มีมดลูกผิดปกติ มดลูกพิการมาแต่กำเนิด เช่น มีผนังกั้นภายในโพรงมดลูกหรือมดลูกมีเนื้องอกร่วมด้วย ทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างผิดปกติและคับแคบเกินกว่าที่ทารกจะเจริญเติบโตตามปกติ จึงคลอดออกมาก่อนกำหนดคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไตทำให้ทารกในท้องเจริญเติบโตได้ไม่ดี ตัวเล็ก และคลอดก่อนกำหนดได้ คุณแม่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำหรือถึงแม่คุณแม่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะทำให้ทารกในครรภ์ตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนดได้  คุณแม่ที่ดื่มสุราและเบียร์เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตไม่ดีและคลอดก่อนกำหนด นอกจากนั้น อาจจะคลอดทารกออกมาพิการสภาพการทำงานที่หนักเกินไป เช่น งานที่ต้องนั่งนาน ๆ วันละหลายชั่วโมงงานที่ต้องใช้แรงมากจะทำให้คุณแม่เหนื่อยง่ายและมีปริมาณเลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง  เพราะต้องแบ่งเลือดส่วนหนึ่งไปให้ตัวแม่เองเพื่อสร้างพลังงานทดแทนในส่วนที่เสียไปจากการทำงานหนักมากกว่าปกติ  ผลจะทำให้ทารกขาดสารอาหารและก๊าซออกซิเจน ทารกจะตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนดความเครียด ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากงานหรือปัญหาในครอบครัว ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด Read More »

7 สัญญาณเตือนของการตั้งครรภ์

สิ่งที่จะยืนยันว่าคุณตั้งครรภ์หรือไม่นั่นก็คือ การตรวจภายในโดยแพทย์เฉพาะทาง

ปัญหาของคุณผู้หญิงส่วนใหญ่นอกจากเรื่องความสวยความงามแล้ว ก็มีเรื่องประจำเดือนนี่แหละ ที่ถือว่าเป็นปัญหาหลักๆเพราะบางคนมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ คือมาไม่สม่ำเสมอทุกเดือน บางเดือนมาบางเดือนไม่มา หรือมาก็ไม่ตรง เวลา แล้วหากเกิดตั้งท้องขึ้นมาแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าท้อง ก่อนอื่นดิฉันขอเล่าให้ฟังนิดนึงว่า ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับน้องสาวคนหนึ่ง แกอ้วนมากประมาณ 135 – 140 กก. สูงประมาณ 158-160 ตอนนั้นอายุยี่สิบกว่าปี นอกจากความอ้วนที่ปกติแล้ว ร่างกายของน้องคนนี้ไม่ปกติ คือประจำเดือนมาไม่ปกติ บางทีหายไปสามสี่เดือนจะมาสักครั้ง ช่วงนั้นน้องคนนี้มีแฟนและใช้ชีวิตไปตามปกติ จนอยู่มาวันหนึ่งหลังจากเวลาผ่านไปร่วมเจ็ดแปดเดือน น้องก็ปวดท้องมากปวดจนทนไม่ไหว คุณแม่เลยพาไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าคุณหมอบอกน้องจะคลอดแล้ว ทุกคนงงมากเพราะที่ผ่านมาน้องไม่มีอาการบ่งบอกเลยว่าท้อง (นอกจากไม่มีประจำเดือนเลย ซึ่งคือเรื่องปกติของน้อง) ไม่มีอาการแพ้ท้องให้เห็น ลักษณะรูปร่างก็อ้วนขึ้นอีกนิดหน่อย  ผลปรากฏว่าเด็กคลอดออกมาปลอดภัยเป็นเด็กผู้หญิง คุณหมอต้องผ่าคลอดทางหน้าท้องให้ และเด็กก็เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้อยู่ ป.5 แต่เนื่องจากที่น้องก็ไม่ได้ไปฝากท้อง ไม่ได้กินยาบำรุง ผลที่เกิดกับเด็กหญิงก็คือ รับทุกโรคที่แม่เด็กเป็น ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน  หัวใจโต  เลือดจาง เด็กดูไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ไม่ค่อยร่าเริง แต่เรียนเก่งมาก สิ่งที่ดิฉันกำลังจะสื่อสารต่อไปก็คือว่า สัญญาณบ่งบอกว่าตั้งครรภ์หรือไม่ของคนปกตินั้น คงจะใช้กับน้องคนนี้ไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นคนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ปกติดีทุกอย่าง สัญญาณเตือนให้คุณรับรู้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ก็สรุปพอคร่าวๆได้ดังนี้  1. ประจำเดือนขาด   แน่นอนว่าคุณผู้หญิงที่มีร่างกายสมบูรณ์ดี ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ พอประจำเดือนมาช้าก็ต้องสงสัยไว้ก่อนว่าตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพอประจำเดือนมาไม่ตรงเวลาจะตั้งครรภ์ไปซะหมด บางครั้งสาเหตุที่ประจำเดือนมาช้า อาจมาจากความเครียด  หรือกำลังป่วย ก็เป็นได้ 2. เริ่มมีอาการแปลกๆ หรือที่เรียกว่าแพ้ท้องนั่นแหละ แปลกนะผู้หญิงพอเริ่มท้องอ่อนๆจะจมูกดีทุกคน เหม็นโน่นเหม็นนี่ น้ำหอมที่เคยชอบกลิ่นโปรดแต่กลับเหม็น  บางคนไม่ชอบผู้ชายรู้สึกหงุดหงิดเวลามีผู้ชายมาคุยด้วยหรือมาอยู่ใกล้ๆ  เหม็นกลิ่นอาหารต่างๆ อาหารที่เคยชอบกลับกินไม่ได้เลย ได้กลิ่นเป็นคลื่นไส้จะอ๊วก  โดยเฉพาะตอนตื่นนอนใหม่ๆ อาการแพ้ท้องจะชัดเจนมาก หากใครตื่นนอนตอนเช้ามาแล้วรู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ ร่วมกับประจำเดือนขาดนั่นแหละใช่เลย ท้องชัวร์ 3. รู้สึกมีความผิดปกติที่เต้านม ตอนเริ่มท้องกับตอนที่ประจำเดือนจะมา ผู้หญิงบางคนมีอาการเหมือนกันคือเต้านมคัดตึง เจ็บ หรือรู้สึกบวม บางคนอาจมีไข้ต่ำๆได้ 4. ผู้หญิงบางคนอารมณ์จะแปรปรวนมาก อาการจะคล้ายๆกับตอนประจำเดือนจะมานั่นแหละ รู้สึกโกรธง่าย  ใจน้อย  ซึมเศร้า  หรืออาจจะหงุดหงิดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย  ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็อาจจะวีนได้ง่ายๆ  หรือจู่ๆก็อยากจะร้องไห้ซะอย่างงั้น 5. อาการอยากกินนั่นอยากกินนี่  ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยนึกอยากกิน ก็เกิดอยากจนน้ำลายสอ ... Read More »

ระวังกล้ามเนื้ออ่อนแรงขณะท้อง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia gravis เป็นโรคที่มักเกิดกับกล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณใบหน้าโดยมีการทำงานสื่อสารกันระหว่างเส้นประสาท และกล้ามเนื้อลายผิดปกติ

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia gravis เป็นโรคที่มักเกิดกับกล้ามเนื้อเล็กๆ บริเวณใบหน้าโดยมีการทำงานสื่อสารกันระหว่างเส้นประสาท และกล้ามเนื้อลายผิดปกติอันเนื่องมาจากภาวะที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายตัวรับสัญญาณเส้นประสาทบนกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานได้จึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ในที่สุด โดยอาการเริ่มต้นที่สามารถสังเกตได้ คือ หนังตาตกกลืนอาหารลำบาก พูดไม่ชัดไปจนถึงยกแขนขาไม่ขึ้นและกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกายซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เมื่อเกิดอาการรุนแรงมากๆ ก็อาจส่งผลต่อการหายใจและทรวงอกได้ผู้ป่วยมักเป็น ๆ หาย ๆและอาการจะแสดงออกอย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผู้ป่วยด้วยขณะเดียวกันปัจจัยที่ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อเป็นไข้ อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป ความเครียดการออกกำลังกายหรือการออกแรงที่มากเกินพอดี มีโรคเกี่ยวกับไทรอยด์หรือการตั้งครรภ์ เป็นต้น โดยทั่วไปอัตราการเกิดของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง Myasthenia gravis นี้จะมีไม่มากนัก พบได้ตั้งแต่เด็กเล็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุและในวัยทำงานช่วง 20-40 ปี จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3:2 เท่าดังนั้นถ้าหากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณแม่ไม่มีความผิดปกติและญาติพี่น้องไม่ได้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงโอกาสที่จะเกิดกับคุณแม่นั้นก็มีน้อยมากเช่นกันค่ะ แต่ในทางกลับกันเมื่อใดก็ตามที่แพทย์วินิจฉัยว่าคุณแม่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อนั้นคุณแม่จะต้องระมัดระวังและดูแลตนเองเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเนื่องจากคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น มักจะมีโอกาสอ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยง่ายกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้ตั้งครรภ์เป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้น จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ค่อยๆ กินเพราะการเคี้ยวอาหารคำโตอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อปากได้ไม่ควรออกกำลังกายหนักๆ หรือทำงานหักโหมจนเกินไป หรือแม้แต่ในบริเวณบ้านก็ควรมีที่ให้ยึดจับเพื่อช่วยพยุงตัวคุณแม่และจะได้ไม่ต้องออกแรงมากเกินไปที่สำคัญต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ เพราะในการรักษาโรคนั้นคุณหมอจะใช้ยาด้านการทำลายตัวรับสัญญาณเส้นประสาทเป็นหลักซึ่งจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อลูก แต่คุณแม่ต้องกินยาอยู่ไม่ขาดเพื่อลดความรุนแรงของอาการที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากคุณแม่อาจช็อก หมดสติเพราะหัวใจล้มเหลวก็เป็นได้และถึงแม้ว่าโรคนี้จะป้องกันไม่ได้แต่ถ้าคุณแม่รู้ตัวก่อนตั้งครรภ์ก็จะช่วยเตรียมความพร้อมและรับมือกับโรคเมื่อเกิดอาการได้ทันท่วงที Read More »

เมื่อน้ำนมแม่เป็นสีชมพู ผิดปกติหรือไม่

ทำไมน้ำนมแม่ถึงเป็นสีชมพูโดยสถิติการเกิดน้ำนมแม่สีชมพูนั้นมีไม่บ่อยนัก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน

น้ำนมแม่โดยปกติมักจะเป็นสีขาว แต่เมื่อปั๊มนมแม่ให้ลูกกินบ่อย ๆ กลับพบว่าสีนมแม่เปลี่ยนเป็นสีชมพู ทั้งตกใจและสงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมน้ำนมแม่ถึงเป็นสีชมพูโดยสถิติการเกิดน้ำนมแม่สีชมพูนั้นมีไม่บ่อยนัก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน โดยสาเหตุหลัก ๆ มีดังนี้ค่ะ เต้านมคัดตึง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดใหม่ ๆเนื่องจากท่อน้ำนมด้านในมีการฉีกขาดเกิดขึ้นทั้งนี้คุณแม่บางคนอาจรู้สึกคัดที่เต้านมมาก หรือบางคนก็อาจไม่รู้สึกใด ๆเลย กระทั่งเมื่อได้ปั๊มน้ำนมออกมาแล้วถึงได้พบว่าน้ำนมมีลักษณะเป็นสีชมพูคุณแม่มีน้ำนมแม่เยอะเกินไป จนทำให้เกิดการระบายไม่ทันประกอบกับการใช้เครื่องปั๊มนมแม่ที่มีแรงดันมากเกินไปซึ่งส่วนใหญ่คุณแม่มักจะคิดว่าการใช้เครื่องปั๊มแรงเต็มที่จะทำให้น้ำนมแม่ออกมาเยอะ จริงๆแล้วเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะโดยปกติแล้ว เวลาที่เด็กๆดูดนมแม่เขาจะใช้แรงดันลมในช่องปากแค่เพียง -75 ถึง -80 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น แต่สำหรับเครื่องปั๊มที่คุณแม่ใช้โดยทั่วไปจะมีแรงดันลมถึง -180 ถึง -280 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งถือว่าเยอะมากและการใช้แรงปั๊มน้ำนมแม่จำนวนเยอะ ๆ ขนาดนี้มักส่งผลทำให้ท่อน้ำนมถูกดึงและฉีกขาดได้ หากน้ำนมแม่เป็นสีชมพูในช่วงเวลาสั้น ๆไม่ได้ต่อเนื่องกันยาวนานก็ไม่มีผลอะไรกับสุขภาพของคุณแม่ค่ะแต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณแม่รู้สึกคัดตึงเต้านมหรือปล่อยให้ท่อน้ำนมฉีกขาดอยู่บ่อย ๆ จะทำให้รู้สึกเจ็บที่เต้านมได้หากเรื้อรังก็จะเสี่ยงต่อการเกิดฝี หนอง หรือท่อน้ำนมอักเสบในที่สุดเพราะฉะนั้น คุณแม่จึงควรดูแลตัวเองด้วยการปั๊มนมแม่อย่างถูกวิธีและปั๊มอย่างพอดีไม่รุนแรงเกินไป หรือปั๊มนมแม่ออกมามากเกินไปขณะเดียวกันหากรู้สึกคัดเต้า แต่ไม่สามารถปั๊มนมแม่ได้ในขณะนั้นคุณแม่อาจเลี่ยงเข้าห้องน้ำสัก 5 นาที เพื่อบีบน้ำนมแม่ออกจากเต้าประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ โดยใช้มือบีบแล้วซับด้วยทิชชูก็ได้ค่ะส่วนหนึ่งของน้ำนมแม่สีชมพูก็คือเลือดที่กลั่นจากอกอุ่นของคุณแม่คุณแม่จึงสามารถให้เจ้าตัวเล็กดูดกินได้เลยค่ะซึ่งคุณค่าอาหารยังคงเหมือนเดิม หรือลูกอาจได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นเพราะเม็ดเลือดแดงของคุณแม่ได้ผสมอยู่ในน้ำนมแม่นั่นเองแต่ควรจะให้ลูกกินในทันทีไม่ควรเก็บเป็นสต๊อกค่ะ Read More »

น้ำนมแม่ป้องกันโรค มือ เท้า ปาก

การดูดนมของลูกน้อยสิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรแน่ใจว่าลูกน้อยดูดนมในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพราะการผลิตน้ำนมของคุณแม่ได้เป็นอย่างดี

โรคมือ เท้า ปากมักพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ขวบโดยเฉพาะเด็กทารกและเด็กเล็กหากเป็นแล้วจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต วัคซีนชั้นดีที่จะช่วยป้องกันลูกรักจากโรคนี้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ก็คือสาร Human Milk Oligosaccharide ในน้ำนมจากอกอุ่น ๆ ของคุณแม่นี่เองค่ะ วิธีการป้องกันโรค มือ เท้า ปาก Human Milk Oligosaccharide (HMO) เป็นไกลแคนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในนมแม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสEnterovirus 71 ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก โดยเฉพาะในน้ำนมแม่ช่วงแรก ๆจะมีสารชนิดนี้สูงถึง 12 กรัมต่อลิตรที่สำคัญมีลักษณะเหมือนไกลแคนที่อยู่บนผิวเซลล์ของคนด้วย ฉะนั้นเด็กที่ยังกินนมแม่อยู่จึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้าปาก ได้ยากกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ค่ะ เพราะนอกจากสาร Human Milk Oligosaccharide ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในการจับเชื้อไวรัส Enterovirus 71 แล้ว ในนมแม่ยังมีสารหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งเมื่อทารกกินนมแม่เข้าไปสาร Human Milk Oligosaccharide และสารอื่น ๆก็จะร่วมมือกันจับเชื้อโรคในร่างกายไม่ให้เชื้อไวรัสนั้นไปจับกับเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร และปาก จนทำให้เกิดโรคได้นั่นเอง มีงานวิจัยทางการแพทย์บอกชัดเจนว่าสารต่าง ๆ ในนมแม่ รวมถึงสาร Human Milk Oligosaccharide มีมากที่สุดในช่วงหลังคลอดใหม่ ๆ ที่เป็นน้ำนมเหลือง (colostrum) และยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่แม่ให้นมลูกโดยพบว่าถ้าทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 2 สัปดาห์จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ Enterovirus 71 ได้สารนี้จะช่วยปกป้องผิวเยื่อบุลำไส้ ทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายของทารกได้ ดังนั้นประสิทธิภาพในการป้องกันของสารตัวนี้จะช่วยป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระหว่างที่ลูกยังกินนมคุณแม่อย่างต่อเนื่องซึ่งยิ่งลูกน้อยได้รับนมแม่ปริมาณมาก และยาวนานมากเท่าไหร่ประสิทธิภาพในการปกป้องการติดเชื้อก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นค่ะคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอให้ลูก จึงให้นมได้ไม่นาน ซึ่งจริง ๆแล้วคุณแม่สามารถปล่อยให้ลูกน้อยได้ดูดนมตามธรรมชาติโดยไม่ต้องคำนึงว่าน้ำนมจะมีมากหรือน้อยค่ะเพราะหากให้เขาได้ดูดเป็นประจำจะยิ่งช่วยกระตุ้นให้คุณแม่ผลิตน้ำนมมาทดแทน ในช่วงแรก ๆ นี้ลูกจะดูดนมแม่แทบทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้มีมากขึ้นเรื่อย ๆฉะนั้นยิ่งลูกได้ดูดมาก ดูดบ่อย โดยคุณแม่ไม่ได้รู้สึกเจ็บนม  น้ำนมก็จะมีมากเพียงพอที่จะส่งผ่านภูมิคุ้มกันเชื้อโรคมาให้เจ้าตัวน้อยได้ยาวนานมากขึ้น  ขอเพียงคุณแม่มีความมั่นคงกับการให้นม หมั่นกระตุ้นให้ลูกได้ดูดนมจากเต้ามากๆ และสม่ำเสมอ สารสำคัญต่าง ๆ ในน้ำนมจะช่วยสร้างเกาะป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสตัวร้ายบุกเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยได้ Read More »

9 เหตุผลที่คุณต้องมีลูก

คำว่า ลูก สำหรับคุณผู้หญิงหลาย ๆ คนแล้วนั้น หมายถึงการทำให้ความหมายของคำว่าครอบครัวนั้นสมบูรณ์ หลายคนต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายกว่าจะตั้งท้องได้

คำว่า ลูก สำหรับคุณผู้หญิงหลาย ๆ คนแล้วนั้น หมายถึงการทำให้ความหมายของคำว่าครอบครัวนั้นสมบูรณ์ หลายคนต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายกว่าจะตั้งท้องได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้หญิงหลาย ๆ คน ที่ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนสถานะมาเป็นคุณแม่เหมือนกันใช่ไหมหากถามว่าทำไม เหตุผลก็มีหลากหลายต่าง ๆ กันไป ไม่ว่าจะกลัวเจ็บ กลัวแท้ง กลัวอ้วน กลัวแก่ ซึ่งอยากให้คุณลองมองมุมใหม่ ๆ ดู ว่า ทำไมคุณต้องมีลูกด้วย 9 เหตุผลดี ๆ กันค่ะ 1. เป็นการเติมเต็มชีวิตคู่ ลองคิดดูว่า คุณกับสามีไม่สามารถอยู่ด้วยกันไปจนแก่ตายได้โดยที่ไม่มีลูก ชีวิตจะสมบูรณ์ได้อย่างไรคะ ลูกเหมือนเป็นสิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตคู่ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เติมเต็มความสุข มีสีสันได้มากขึ้นทำให้ครอบครัวของคุณผูกพันกันมากขึ้นอีกด้วยแหละ 2. ทำให้คุณได้มีช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิต ไม่ง่ายเลยที่เราจะมองดูใครสักคนเติบโตจนเติบใหญ่ ซึ่งการมีลูกจะทำให้คุณได้มีช่วงเวลาดี ๆ มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น การให้ชีวิตใครสักคนเป็นเรื่องที่ประเสริฐมาก ๆ คุณจะรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นลูกน้อยเติบโตในแต่ละช่วงวัย ได้เลี้ยงเขาจนเติบใหญ่เป็นคนดี 3. ได้ฝึกการเป็นครู คุณจะมีมีงานอดิเรกในการสอนหนังสือไปให้กับลูกน้อย ซึ่งแน่นอนว่าลูกจะได้สิ่งที่ ๆ จากที่คุณสอนเพื่อจำไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือที่โรงเรียน ลูกของคุณจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ 4. ได้เรียนรู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน การเป็นแม่เป็นคนนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถซื้อได้ คุณจะได้รู้จักกับการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ให้ด้วยความสุขใจ ซึ่งจะทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น  5.  ได้เรียนรู้เรื่องความรัก ความรักเป็นนามธรรมที่วัดยาก ในการเลี้ยงคน ๆ นึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะเลี้ยงเขาให้เป็นคนดีได้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีทางเดินมีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อลูกเติบโตไปความรักที่เคยให้กับพ่อแม่อาจจะต้องแบ่งปันไปให้กับครอบครัวของเขาในอนาคตด้วย  6. ได้เรียนรู้หลักการวิจัย ในกระบวนการลองผิด ลองถูก แน่นอนว่า ไม่มีหลักสูตรไหนสอนการเป็นพ่อเป็นแม่คน ดังนั้นการเลี้ยงลูก ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวของแต่ละคนด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีพ่อแม่ลูกครอบครัวไหนจะเหมือนกันต่างก็ต้องลองผิดลองถูกกันทั้งนั้น ซึ่งจะทำให้คุณได้บทเรียนชีวิตที่หาที่สอนให้กันไม่ได้เลยล่ะ  7. ได้เรียนรู้เรื่องของทุนสังคม คนส่วนมากมักจะคิดถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่เพราะลูกเอง ทำให้คุณทำอะไรต้องคิดถึงวันหน้าว่า หากเราทำอะไรไม่ดี ก็จะกลายเป็นก่อหนี้สังคมให้กับลูกของเราด้วยเช่นกัน 8. ได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาจิตวิญญาณความสุนทรียศาสตร์ ถึงแม้พ่อแม่ที่ไม่มีสุนทรียศาสตร์เอาซะเลย ก็ยังต้องเรียนรู้ พัฒนาพาลูกไปเรียนดนตรี เล่นกีฬาเป็นปี ๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยมีความคิดอยากจะหัดเล่น หรือมีความอดทนที่จะพัฒนาตัวเองได้นานขนาดนั้นแต่ต้องทำเพื่อลูกฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนกับได้ศึกษาศาสตร์นั้นไปในตัวด้วยเช่นกัน 9. เรียนรู้ที่จะเขียน ... Read More »